“ศุภจี” เตรียมหลักฐานสู้ มาตรา 301 สหรัฐ ชี้ 30% ได้ดุลการค้า คือทุนมะกันในไทย พร้อมเร่งปิดดีล TIFA ก่อนกระบวนการไต่สวน
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยความคืบหน้าการเจรจาปม มาตรา 301 สหรัฐ ยันไทยชี้แจงโดยละเอียด ทั้งประเด็นแรงงาน และกำลังการผลิตส่วนเกิน พร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจเรื่องการได้ดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นมาจากการลงทุนของบริษัทสหรัฐเอง
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ทีมเจรจาฝ่ายไทยยังคงปักหลักอยู่ที่สหรัฐฯ เพื่อหารือในรายละเอียดทางเทคนิคกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) อย่างต่อเนื่อง หลังจากไทยถูกสอบสวนตามมาตรา 301 (Section 301) ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ในข้อหาการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยในเบื้องต้นไทยได้ส่งเอกสารคำชี้แจงอย่างละเอียดไปตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุม 2 ประเด็นหลักที่สหรัฐฯ กังวล คือ เรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) และประเด็นแรงงานบังคับ (Forced Labor)
แก้ต่างปมดุลการค้า “ทุนมะกัน” คือผู้ผลิตหลักในไทย
ในประเด็นที่ USTR กังวลเรื่องการเกินดุลการค้าของไทยที่พุ่งสูงขึ้น นางศุภจีได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเชิงสถิติว่า สินค้าที่ทำให้ไทยได้ดุลเพิ่มขึ้นนั้น มีที่มาที่ไปชัดเจน:
- 30% เป็นสินค้าจากบริษัทสหรัฐฯ: ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย เพื่อส่งออกกลับไป (Re-export)
- 20% เป็นสินค้าจากผู้ประกอบการไทย: ที่เน้นคุณภาพตามความต้องการของตลาดโลก
- การคัดกรองเข้มงวด: ไทยยืนยันความโปร่งใสในการป้องกันการสวมสิทธิส่งออก (Transshipment) จากประเทศที่สาม เพื่อสร้างความมั่นใจว่า ไทยไม่ใช่ทางผ่านของสินค้าที่หลบเลี่ยงมาตรการทางการค้า
ยุทธศาสตร์เชิงรุก ฟื้น TIFA ก่อนเริ่มไต่สวน
เป้าหมายสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ในครั้งนี้ คือการเร่งรัดการเจรจากรอบความตกลงทางการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Framework Agreement – TIFA) ซึ่งเป็นประเด็นค้างคามานาน โดยตั้งเป้าให้มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนที่กระบวนการไต่สวนตามมาตรา 301 สหรัฐ จะเริ่มต้นขึ้น เพื่อใช้กลไกความร่วมมือนี้ เป็นเกราะป้องกัน และช่องทางในการหารือที่ยืดหยุ่นกว่ากระบวนการทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว
มาตรา301 สหรัฐ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
มาตรา 301(Section 301) คือ กฎหมายการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้ Trade Act of 1974 ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีและผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ในการตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่ดำเนินนโยบาย หรือมีการปฏิบัติทางการค้าที่ “ไม่ยุติธรรม” หรือส่งผลกระทบต่อพาณิชย์ของสหรัฐฯ โดยมาตรการตอบโต้อาจรวมถึงการตั้งกำแพงภาษี การจำกัดปริมาณสินค้า หรือการยกเลิกสิทธิพิเศษทางการค้า
ทำไมไทยถึงถูกเพ่งเล็ง
- ดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น: เมื่อสหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับประเทศใดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเทศนั้นมักจะถูกตรวจสอบว่ามีการบิดเบือนกลไกตลาดหรือไม่
- นโยบายสิ่งแวดล้อมและแรงงาน: ในยุคการค้าสมัยใหม่ สหรัฐฯ ใช้ประเด็น ESG (Environment, Social, Governance) เป็นเกณฑ์ในการคัดกรองคู่ค้ามากขึ้น
- ปัญหา Transshipment: การถูกสงสัยว่าเป็นทางผ่านให้กับสินค้าจากประเทศที่มีข้อพิพาทกับสหรัฐฯ (เช่น จีน) เพื่อเลี่ยงภาษีนำเข้า
ทางออกของประเทศไทย
การเจรจาของกระทรวงพาณิชย์ภายใต้การนำของ นางศุภจีในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังปรับตัวจากการเป็นเพียง “ผู้ผลิต” มาเป็น “พันธมิตรทางยุทธศาสตร์” โดยการดึงเอาตัวเลขการลงทุนของบริษัทสหรัฐฯ ในไทยมาเป็นอำนาจต่อรอง ซึ่งหากสหรัฐฯ เลือกใช้มาตรการรุนแรงภายใต้มาตรา 301 ย่อมส่งผลกระทบย้อนกลับ (Blowback) ไปถึงบริษัทสัญชาติอเมริกันเองด้วย
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ : “ศุภจี” หนุนยกระดับกาแฟไทยสู่ตลาดโลก



