มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เดินหน้าเต็มสูบ ยกเครื่องการทำงานตามยุทธศาสตร์ใหม่

กดแชร์

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้า ยกเครื่องการทำงานและองค์กร ตามยุทธศาสตร์ใหม่ เพื่อสอดรับความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจสังคมและสิ่งแวดล้อม

หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่าทางมูลนิธิฯกำลังเดินหน้าอย่างเต็มที่ในการทำงานตามยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างการทำงานให้สอดรับกับบริบทโลกปัจจุบัน

ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมามูลนิธิได้ปรับโครงสร้าง เป็นสี่สายงานหลักคือ 1)ธุรกิจเพื่อสังคม 2) การแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน( Nature-based Solutions-NbS) 3)ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน และ 4) สายงานพัฒนาเชิงพื้นที่

ธุรกิจเพื่อสังคม: พลิกโฉม แบรนด์ “Doi Tung” เจาะตลาดคนรุ่นใหม่

ในส่วนของธุรกิจเพื่อสังคม มูลนิธิได้ยกเลิกวิธีคิดแบบเดิมที่ใช้จินตนาการดีไซเนอร์ผลิตเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์ แบรนด์ “ดอยตุง“ ที่ราคาค่อนข้างสูงแต่ขายได้ยาก เปลี่ยนมาเป็นการทำสินค้าชิ้นเล็กที่เข้าถึงง่ายสำหรับวัยรุ่น และเน้นจุดแข็งที่ “การทอผ้า” เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตแบบบี2บี (Business to Business) ในอนาคต

แนวคิดการปรับโฉม แบรนด์ ดอยตุง (Doi Tung) เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่อายุน้อยลง เช่น Gen Y Gen Z ภายใต้แนวคิด Doi Tung Everyday ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่าย และสอดคล้องกับหลายสไตล์ประจำวัน แต่ยังเชื่อมโยงกับแก่นแท้ของงานทอผ้าที่โครงการพัฒนาดอยตุง โดยสินค้าแบบใหม่จะออกวางจำหน่ายในร้านดอยตุงไลฟ์สไตล์ ในปลายเดือนเมษายนนี้

สินค้าจะมีการปรับเปลี่ยนจากเดิมที่เน้นขายเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ผ้าทอเต็มผืนราคาแพงมาเป็นการทำสินค้าชิ้นเล็ก มุ่งเน้นการสร้างสินค้าให้มีราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น เช่นกระเป๋า เครื่องประดับ ของใช้ บนโต๊ะอาหาร และพวงกุญแจ ซึ่งเป็นของที่วัยรุ่นซื้อหาง่าย และใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

การปรับในครั้งนี้เกิดจากปัญหาที่ฐานลูกค้าเดิมส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Gen X และ Baby Boomers ซึ่งช่วงอายุระหว่าง 50-65 ปี แนวโน้มกลุ่มคนเหล่านี้ลดน้อยลงเรื่อยๆ หลังจากที่ประเทศไทยได้เข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุ(Aging Society)

นอกจากนี้สินค้าแบบเดิมๆมีราคาสูงเกินไป รวมถึงรูปแบบการตัดเย็บเฉพาะตัวที่ทำให้ตลาดค่อนข้างแคบในกลุ่มผู้ใหญ่เท่านั้น

นอกจากนี้มีการปรับลดสัดส่วนการใช้ผ้าดอยตุงล้วนๆ โดยนำไปผสมกับวัสดุหรือผ้าชนิดอื่น เพื่อลดต้นทุนการผลิตและแก้ปัญหาเรื่องผ้าทอที่สวมใส่แล้วร้อนหรือไม่สบายตัว ทำให้ได้สินค้าที่ตอบโจทย์การใช้งานของคนรุ่นใหม่มากขึ้น

ในอนาคตจะมีการเข้าไปร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นอื่นๆที่เป็นที่นิยมเพื่อนำผ้าและการผลิตจากชุมชนไปสอดแทรกในแบรนด์เหล่านั้น

มล. ดิศปนัดดา กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการขยายการส่งเสริมงานหัตถกรรมจากพื้นที่ดอยตุงสู่ พื้นที่ขยายผล เช่นโครงการร้อยใจรักษ์ เพื่อสร้างรายได้ฐานรากและยกระดับทักษะชุมชน โดยมูลนิธิทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ตั้งแต่การฝึกอบรม การผลิต การควบคุมคุณภาพ เพื่อให้สามารถผลิตงานให้กับแบรนด์ดอยตุง และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ของตนเอง

ปัจจุบันงานหัตถกรรมในพื้นที่ บ้านปางมะหัน บ้านปูนะ และห้วยส้าน อ. แม่ฟ้าหลวง สามารถสร้างรายได้รวมหลายล้านบาท

ทางมูลนิธิฯ ได้เปิดโอกาสให้ครัวเรือนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตสินค้าซึ่งเป็นรายได้เสริม โดยเฉพาะกลุ่มสตรีที่สามารถทำงานใกล้บ้าน

โครงการนี้จะมีการขยายโมเดลสู่พื้นที่ป่าชุมชนภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่า เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างอาชีพควบคู่กับการดูแลป่าและกระจายรายได้สู่ชุมชนในวงกว้าง

DT craft
DT craft team

รายได้งานฝีมือล้ำหน้าปลูกข้าวโพด

นางนาลิ จะโม อายุ 42 ปี ชาวลาหู่ จากหมู่บ้านปูนะ อ. แม่ฟ้าหลวงกล่าวว่า ได้ทำสินค้าหัตถกรรมส่งโครงการดอยตุงมาเป็นเวลาสี่ปีแล้ว สามารถส่งลูกเรียนสองคนจนจบ และ กำลังส่ง หลานเรียนอีกสองคน

“รู้สึกภูมิใจมากที่สามารถหารายได้ช่วยครอบครัว ใช้หนี้เงินกู้หมดแล้ว ไปกู้เงินมาเพื่อปลูกข้าวโพด กู้เงินมาสองครั้ง ครั้งแรก 12,000 บาท และครั้งที่สอง 4000 บาท”

“รายได้จากการทำสินค้าหัตถกรรมดีมาก ในปีแรกได้รายได้ทั้งหมด 80,000 บาท และเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ในปี 68 ได้รายได้ 92,000 บาท”

นางนาลิเล่าว่า มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดจำนวน 10 ไร่ ซึ่งสามีเป็นคนดูแล มีรายได้เพียงปีละ 7,000 ถึง 8,000 บาทเท่านั้น ตอนนี้พยายามปลูกพืชอื่นๆที่จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเช่นอโวคาโด ตอนนี้ยังไม่เก็บเกี่ยวคาดว่าเก็บเกี่ยวได้ใน 4-5 ปีข้างหน้า

Ms. Nali craft maker
นางนาลิ จะโม ชาวลาหู่ จากหมู่บ้านปูนะ อ. แม่ฟ้าหลวง

สายงาน NbS: เชื่อมชุมชนสู่โลก

ในส่วนนี้จะเร่งขับเคลื่อนโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมภาคธุรกิจกับเครือข่ายชุมชน ซึ่งชุมชนจะมีมีรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต รวมทั้งขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนในการเป็นที่ปรึกษา

ในระยะยาว มูลนิธิฯ ตั้งเป้าขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติโดยต่อยอดประสบการณ์การพัฒนาในพื้นที่ เช่นเมียนมาร์และอินโดนีเซีย โดยมีความคาดหวังมุ่งสู่การเป็นองค์กรพัฒนาระดับโลก

ในปัจจุบันโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตฯ ครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชน 287,914 ไร่ใน 12 จังหวัด และจะมีการขยายให้ครบ 1,000,000 ไร่ใน 7-8 ปีข้างหน้า ล่าสุดมีการขยายโครงการสู่ป่าชายเลนจำนวน 2000 ไร่ในเกาะลันตาจังหวัดกระบี่

carbon credit recorder
carbon credit team

ในส่วนของงานกาแฟและแมคคาเดเมีย ยังคงเป็นสินค้าหลักที่ตลาดมีความต้องการสูง โดยขยายการผลิตแบบ OEM ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น การบินไทย ซึ่งปัจจุบันเสิร์ฟกาแฟดอยตุงในทุกเที่ยวบินทั่วโลก พร้อม การวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ และการปลูกที่ทนทานต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

DT coffee

ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน

นอกจากนี้ มีการหาเงินทุนโดยการดึงเม็ดเงินจากภาคเอกชน จากการเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทต่างๆที่ต้องการ ทำโครงการด้านความยั่งยืน เช่นการจัดการน้ำ (คืนน้ำกลับสู่ธรรมชาติให้สมดุลย์กับที่ธุรกิจใช้ไป) รวมถึงการวางแผนรับมือล่วงหน้าสำหรับวิกฤตขาดแคลนน้ำในอีก 15 ปีข้างหน้าซึ่งในขณะนี้ได้ดำเนินการให้กับบริษัทเอกชน ที่มีโรงงานอยู่ในจังหวัดกำแพงเพชร

โครงการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ(Bio-diversity) โดยปลูกป่าเสริมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก กำจัดขยะแบบ Zero wate ในออฟฟิศในทุกนิคมฯ และกำลังหารือถึงการต่อยอดไปสู่การจัดการขยะอุตสาหกรรมในอนาคต

การเป็นที่ปรึกษาให้หลายบริษัทในการทำคาร์บอนเครดิต ทำเครื่องมือประเมินคาร์บอน เพื่อช่วยให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อสีเขียวได้ง่ายขึ้น และช่วยให้ อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อปรับตัวตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการอบรมเรื่อง ESG และ Bio-diversity ให้กับผู้บริหารระดับสูง

บริษัทจากต่างประเทศหนุนการปลูกป่า

นอกจากนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับบริษัทจากต่างประเทศ ที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนและพัฒนาชุมชนในหลายมิติ เช่นเงินทุนสนับสนุนถึงระดับชุมชนโดยตรง สำหรับทำโครงการป่าชุมชน หรือโครงการปลูกป่าในประเทศไทย

โดยมีเป้าหมายที่แตกต่างจากที่อื่นคือ ต้องการเจาะจงให้ทุนกับโครงการระดับย่อย หรือ “คนตัวเล็ก” ที่ทำโครงการนี้โดยตรง แทนที่จะผ่านองค์กรขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว ซึ่งปกติแล้วโครงการคาร์บอนเครดิตระดับโลก มักจะต้องมีขนาดใหญ่มากจึงจะมีเม็ดเงินมาลงทุน

โครงการนี้ให้มูลค่ากับ มิติทางสังคมและชุมชน ซึ่งมาตรฐานการประเมินคาร์บอนเครดิตของบริษัทนี้ ไม่ได้ดูแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังประเมินเชิงลึกถึง มิติทางชุมชนและสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่โครงการคาร์บอนเครดิตทั่วไปในโลกนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญ

ถ้าจะปลูกป่าต้องปลูกคนก่อน

“แนวคิดนี้สอดคล้องกับจุดแข็งของโครงการดอยตุงที่เชื่อว่า “ถ้าจะปลูกป่า ต้องปลูกคนก่อน” โดยต้องแก้ปัญหาความซับซ้อนของที่ทำกิน และทำให้ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีก่อน จึงจะรักษาป่าได้อย่างยั่งยืน” มล. ดิศปนัดดากล่าว

โครงการนี้ชาวบ้านผู้ดูแลป่าจะได้รับประโยชน์โดยตรง หากโครงการนี้บรรลุข้อตกลงและสามารถนำคาร์บอนเครดิตของ โครงการพัฒนาดอยตุง ที่มีอยู่ประมาณ 600,000 ตันไปขายได้ จะถือเป็นโครงการแรกที่เอาคาร์บอนเครดิตจากป่าไม้ของไทยไปขายในต่างประเทศ

โครงการนี้หวังว่าจะส่งผลให้ชาวบ้านที่เป็นผู้ดูแล และรักษาป่าได้รับประโยชน์ และรายได้กลับคืนมาอย่างเป็นรูปธรรม

forest planting

สร้างอาชีพและกระจายรายได้

โครงการดอยตงมีแผนที่ใช้เครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็งกว่า 300 แห่ง(ที่สามารถจัดการไฟป่าและกองทุนของตัวเองได้แล้ว) เป็นฐานในการต่อยอดอาชีพอื่นๆให้กับชาวบ้าน เช่นการกระจายงานเย็บผ้า หรือตั้งโรงงานขนาดเล็กในชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้เสริมเฉลี่ยประมาณ 4000 บาทต่อเดือน ซึ่งโมเดลคาร์บอนเครดิตนี้ จะเป็นตัวช่วยเสริมให้ภาพลักษณ์โครงการเพื่อสังคมของชุมชนแข็งแกร่งขึ้นในสายตาของบริษัทเอกชน ที่จะเข้ามาร่วมลงทุนในอนาคต

“ โมเดลคาร์บอนเครดิตนี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับ มิติทางสังคมและชุมชน ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้บริษัทต่างชาติสนใจ และเป็นกลไกในการช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้าน”

ปัจจุบันชาวบ้านมีรายได้เสริมจากการกระจายงานเย็บผ้า โดยได้รับค่าตอบแทนชิ้นละ 40 บาท หรือ 48,000 บาทต่อปี

สำหรับบางคนสามารถทำเป็นอาชีพหลักอย่างเต็มที่ อาจมีรายได้สูงถึง 12,000 ถึง 13,000 บาทต่อเดือน โดยปัจจุบันมีการกระจายงานลักษณะนี้ ไปยังชุมชนต่างๆรวมถึงในพื้นที่ภาคอีสานอย่างสกลนครแล้ว

สำหรับงานสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ได้เดินหน้ายกระดับบทบาทสู่การเป็นแพลตฟอร์มสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยใช้การรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเป็นกลไกสำคัญ ปัจจุบันมี 15 กลุ่ม สมาชิกกว่า 1,030 คน สร้างรายได้รวมกว่า 38.2 ล้านบาท ในปี 2568

ครอบคลุมตั้งแต่ภาคเกษตร การแปรรูป และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง หนึ่งในตัวอย่างที่มีศักยภาพสูงคือ “ หมูดำดอยตุง” ซึ่งต่อยอดจากการจำหน่ายเนื้อสด สู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเช่น ไส้กรอกแฟรงค์เฟิร์ตเตอร์ และดอยตุงแฮม ช่วยเพิ่มมูลค่าจากหลัก 100 หลักพันบาทต่อกิโลกรัม สร้างรายได้และยกระดับชุมชนสู่การเป็นผู้ประกอบการที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืน

DT sme
DT new wave
DT sausages sme
DT products

ด้านท่องเที่ยว: เจาะกลุ่มสัมมนา

ในส่วนของงานด้านการท่องเที่ยว มุ่งเจาะกลุ่มสัมมนาและอบรมโดยบูรณาการกับสายงานอื่นๆ ซึ่งเป็นการยกระดับจากเดิมที่มูลนิธิเน้นการสอนชาวบ้านและฝึกอบรมข้าราชการเป็นหลัก

ปัจจุบันได้ปรับเป้าหมายมาเป็นการใช้พื้นที่ดอยตุงเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านความยั่งยืนและธรรมชาติให้กับ นักธุรกิจ และเยาวชนรุ่นใหม่ เช่นกลุ่มโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งในปีที่ผ่านมามีการดูงานมากกว่า 200 กลุ่ม ทำให้ได้มีการใช้งานในส่วนของห้องพัก และศูนย์อาหาร เกือบทั้งปี

สายงานการพัฒนา: ลดบทบาทในระยะอันใกล้

สำหรับโครงการพัฒนา แบบดั้งเดิมของมูลนิธิฯ ที่พึ่งพางบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐกำลังทยอยสิ้นสุดลง เช่นโครงการร้อยใจรักษ์ จะมีการปรับเปลี่ยนโดยการโยกย้ายบุคลากรเดิมที่มีความเชี่ยวชาญในการลงพื้นที่และขับเคลื่อนชุมชน ไปทำงานในหน่วยธุรกิจใหม่ใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาแทน

ข่าวมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ อื่นๆ : มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมเวที Nature Lunch at Davos 2026 โชว์โมเดลปลูกป่าสร้างคน


กดแชร์
ข่าวล่าสุด
- Advertisement -spot_img
Latest Articles