“เอกนิติ” ยัน ความคืบหน้า พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ลงราชกิจจาฯ แล้วเร่งสกัดวิกฤตปากท้อง พลังงาน มุ่งเป้ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้งอุ้มค่าครองชีพ และยกระดับเศรษฐกิจระยะยาว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึง ความคืบหน้า พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน โดยระบุว่า ขณะนี้กฎหมายดังกล่าวได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รัฐบาลเตรียมเดินหน้ามาตรการอย่างเร่งด่วน เพื่อรับมือกับวิกฤตค่าครองชีพ และต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ย้ำหากไม่ดำเนินการทันที อาจเสี่ยงเกิดปัญหาคนตกงานเป็นวงกว้าง
ชี้ความต่างวิกฤต 40 ครั้งนี้คือ “วิกฤตปากท้อง”
นายเอกนิติ กล่าวว่าสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันมีความแตกต่างจากวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากในอดีตเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างการเงิน แต่ในปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่กระทบต่อปากท้องของประชาชนโดยตรง จาก 3 ระลอกหลัก คือ ผลกระทบจากสงคราม, วิกฤตพลังงานนำเข้า และภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูง
“ถ้าเราไม่หยุดวิกฤตตั้งแต่วันนี้ ปล่อยให้รายได้คนหดตัวและ SMEs ยืนไม่ได้ จะกลายเป็นวิกฤตว่างงานตามมา รัฐบาลจึงต้องออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ เพื่อเป็นปราการด่านสุดท้ายในการคุ้มครองเศรษฐกิจฐานราก” นายเอกนิติ ระบุ
เปิดโมเดล “ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว”
ภายใต้วงเงิน 400,000 ล้านบาท นายเอกนิติเผยว่า รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด:
- การเยียวยา (Remedy): มุ่งบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น เพื่อให้ประชาชน และภาคธุรกิจรายย่อยสามารถประคองตัวอยู่ได้
- การปรับตัวและเปลี่ยนผ่าน (Transition): เน้นการปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อลดการนำเข้า และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจกลับมาแข็งแรงกว่าเดิม หลังวิกฤตผ่านพ้นไป
พ.ร.ก. กู้เงิน สำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในยามวิกฤต
ในการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาค เมื่อประเทศเผชิญกับสถานการณ์ไม่ปกติที่ “งบประมาณรายจ่ายประจำปี” ไม่สามารถรองรับได้ทันท่วงที การออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน จึงเป็นเครื่องมือทางการคลังที่สำคัญ
ข้อดีของการออก พ.ร.ก. กู้เงิน
- ความรวดเร็ว: สามารถบังคับใช้ได้ทันที เพื่อระงับยับยั้งความเสียหายไม่ให้ลุกลาม
- ความยืดหยุ่น: ออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Specific Purpose) เช่น การเยียวยา หรือการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
- การควบคุม: แม้จะเป็นการกู้เงินนอกงบประมาณ แต่ต้องมีการรายงาน และตรวจสอบตามระเบียบการบริหารหนี้สาธารณะอย่างเคร่งครัด
บทเรียนจากอดีตสู่ปัจจุบัน
การกู้เงินในครั้งนี้ รัฐบาลมองไกลกว่าแค่การ “จ่ายเงินเยียวยา” แต่เป็นการลงทุนเพื่อ “เปลี่ยนผ่าน” โครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านพลังงาน ซึ่งหากทำสำเร็จ ประเทศไทย จะมีความสามารถในการต้านทานแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก (Resilience) ได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ : รัฐดันกฟภ.-กฟน.ตั้ง “One Stop Service” บริการSolar Rooftop ครบวงจร



