เปิดตัวเลขความสำเร็จ โครงการไร่ละ 1000 บาท ช่วยลดต้นทุน 12% เพิ่มผลผลิตข้าว หมุนเวียนเศรษฐกิจกว่า 5.7 หมื่นล้าน
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการดำเนินงาน “โครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2567/68” หรือ โครงการไร่ละ 1000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ หรือสูงสุด 10,000 บาทต่อครัวเรือน ว่ามาตรการดังกล่าว สามารถกระจายเม็ดเงินอุดหนุนตรงถึงมือพี่น้องเกษตรกรแล้วจำนวน 4.515 ล้านครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 99.98 ของเป้าหมาย รวมเป็นวงเงินอุดหนุนทั้งสิ้น 36,716.44 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกทั่วประเทศกว่า 36.71 ล้านไร่ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบการทำงาน ที่สามารถเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างทั่วถึงและแม่นยำ
จากการประเมินผลเชิงลึกพบว่า เม็ดเงินช่วยเหลือดังกล่าว ช่วยให้ชาวนาสามารถจัดหาปัจจัยการผลิตที่จำเป็นในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช เมล็ดพันธุ์ดี และการเตรียมดิน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการผลิตข้าวลดลงเฉลี่ย 463.02 บาทต่อไร่ หรือลดลงร้อยละ 12.22 ขณะเดียวกัน ผลผลิตข้าวกลับเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ย 79.29 กิโลกรัมต่อไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.85 ดันให้มูลค่าผลผลิตข้าวเฉลี่ยเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 1,898.50 บาทต่อไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 38.46 เมื่อคำนวณประโยชน์ทางเศรษฐกิจในภาพรวม จากการลดต้นทุน และมูลค่าผลผลิตที่เพิ่มขึ้น พบว่าโครงการนี้สร้างมูลค่าหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยได้สูงถึงประมาณ 57,473.48 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.57 เท่าของวงเงินงบประมาณที่รัฐบาลสนับสนุน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกนี้ อาจได้รับผลจากปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ร่วมด้วย อาทิ สภาพภูมิอากาศ ราคาตลาด และรูปแบบการบริหารจัดการของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่

สศก. เผยผลสำรวจ ชาวนาพึงพอใจมากที่สุด เล็งต่อยอดแผนระยะยาว
ทางด้าน นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และรองโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สศก. โดยศูนย์ประเมินผล ได้จับมือร่วมกับ กรมการข้าว ลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นจากครัวเรือนเกษตรกรตัวอย่างจำนวน 16,717 ครัวเรือน ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ขึ้นทะเบียนปีการผลิต 2567/68 รอบที่ 1 กับกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงหลังได้รับเงินสนับสนุน
ผลลัพธ์ในภาพรวมพบว่า ครัวเรือนเกษตรกรถึงร้อยละ 58.09 ระบุว่า เงินสนับสนุนจากโครงการนี้มีส่วนช่วยให้ปริมาณผลผลิตข้าวในนาเพิ่มสูงขึ้นจริง และเกษตรกรส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อการดำเนินงานของโครงการในระดับ “มากที่สุด” เนื่องจากสามารถเยียวยา และบรรเทาภาระต้นทุนการผลิตในระยะสั้นได้อย่างเป็นรูปธรรม และทันท่วงที
นายพีรพันธ์ กล่าวเสริมว่า ระบบการบริหารจัดการและกลไกการโอนเงินผ่าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ถือเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพสูง และเข้าถึงตัวเกษตรกรได้อย่างแท้จริง รัฐบาลจึงควรรักษาระบบนี้ไว้ พร้อมทั้งพัฒนาฟังก์ชันเสริม เพื่อรองรับเกษตรกรที่มีข้อจำกัดเฉพาะหน้า ด้านบัญชีธนาคาร เพื่อให้ผู้มีสิทธิ์ทุกคนสามารถเข้าถึงการความช่วยเหลือได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น


สำหรับทิศทางการขับเคลื่อนในระยะต่อไป สศก. มองว่า ควรต่อยอดจากมาตรการเยียวยาต้นทุนรายฤดูกาล ไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพการผลิตข้าวในระยะยาวอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย:
- การส่งเสริมการปรับปรุงคุณภาพดินและการบำรุงดินเชิงลึก
- การพัฒนาและวางระบบบริหารจัดการน้ำในแปลงนาให้มีประสิทธิภาพ
- การสนับสนุนการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรร่วมกันในรูปแบบชุมชน
- การวางแนวทางการใช้เงินสนับสนุนให้สอดรับกับสภาพพื้นที่ และบริบทจำเพาะของแต่ละภูมิภาค
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ : เกษตร ชวน“อนุรักษ์มวนเขียวดูดไข่”ช่วยกำจัดศัตรูข้าวเพิ่มผลผลิต



