“สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ”เดินหน้าปฏิรูปขนส่งทางบกทั้งระบบ 

กดแชร์

“สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ  ”เดินหน้าปฏิรูปงานด้านการขนส่งทางบกทั้งระบบลดขั้นตอนราชการปิดช่องทุจริตยกระดับบริการเร่งจัดระเบียบรถรับจ้างผ่านแอปฯผลักดันรถโดยสารสาธารณะเชื่อมต่อไร้รอยต่อควบคู่แผนฟื้นฟูขสมก. ลดต้นทุนด้วยรถเมล์ EV ยกระดับการให้บริการของบขส. ควบคู่พัฒนาระบบรางทั่วประเทศเร่งผลักดันตั๋วร่วม 17-45 บาทพร้อมวางรากฐานอุตสาหกรรมระบบรางไทยผลักดันการผลิตรถไฟและชิ้นส่วนในประเทศสร้าง New S-Curve ทางเศรษฐกิจในระยะยาว

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยถึงภาพรวมการดำเนินงานภายใต้หน่วยงานที่กำกับดูแลประกอบด้วย กรมการขนส่งทางบก(ขบ.),กรมการขนส่งทางราง(ขร.),บริษัท ขนส่ง จำกัด(บขส.),องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.)และ สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (สทร.) ว่า  ในส่วนของภารกิจ “กรมการขนส่งทางบก อาจถูกมองว่าเป็นงานประจำ หรือ ภารกิจเชิงรูทีน แต่แท้จริงแล้วเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย ตั้งแต่การมีใบอนุญาตขับรถใบแรก การใช้รถสาธารณะ ไปจนถึงการกำกับดูแลระบบขนส่งของประเทศ ดังนั้นเป้าหมายสำคัญคือ การยกระดับคุณภาพการให้บริการประชาชน พร้อมทั้งดูแลผู้ประกอบการให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ

ยกระดับขนส่งฯ-ลดขั้นตอน-ปิดช่องทุจริต

ในอดีตกรมการขนส่งทางบกเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความไม่สะดวกในการให้บริการรวมถึงปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในบางกระบวนการดังนั้นจึงต้องเร่งแก้ไขจุดอ่อนเหล่านี้เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวกโปร่งใสและทำให้กฎหมายมีผลบังคับใช้แท้จริงและยิ่งเมื่อเข้ามารับผิดชอบงานด้านนี้พบว่าหลายมาตรการได้เริ่มดำเนินการไว้แล้วจึงเร่งต่อยอดและผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การพัฒนาระบบต่ออายุใบอนุญาตขับรถผ่านระบบออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน ลดการเดินทางและลดขั้นตอน โดยผู้ที่มีอายุตามเกณฑ์ซึ่งต้องเข้ารับการประเมินสมรรถภาพร่างกาย เช่น การตรวจสายตาและการทดสอบปฏิกิริยาตอบสนอง ยังคงต้องเดินทางมาตรวจที่ ขนส่ง เนื่องจากสมรรถภาพร่างกายของแต่ละคนเสื่อมถอยกันตามวัยและจำเป็นต้องประเมินเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถ

พร้อมกันนี้ กระทรวงยังเดินหน้าลดขั้นตอนการให้บริการเพื่อลดโอกาสการเรียกรับผลประโยชน์ โดยเฉพาะการออกใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องเดินทางไปขอตรวจสอบประวัติอาชญากรรมจากสถานีตำรวจ ใช้เวลารอผล 15-30 วัน แต่เมื่อรวมขั้นตอนทั้งหมดอาจใช้เวลานานถึง 45 วัน ขณะที่ในปัจจุบันได้เชื่อมโยงระบบข้อมูลระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบก ทำให้ผู้ขอสามารถตรวจสอบประวัติผ่านแอปพลิเคชันของตำรวจ ข้อมูลจะถูกส่งเข้าสู่ระบบของกรมโดยอัตโนมัติ และขอใบอนุญาตขับรถสาธารณะได้ภายในวันเดียว ถือเป็นการเพิ่มความสะดวกและลดภาระของประชาชนอย่างชัดเจน

จัดระเบียบรถเรียกผ่านแอปฯ-ต้องมีใบขับขี่สาธารณะ

นายสิริพงศ์ ยังระบุอีกว่า และอีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือ การจัดระเบียบรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน เนื่องจากที่ผ่านมาแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามามีบทบาทหลังจากกฎหมายเดิมบังคับใช้ ทำให้ในระยะแรกเชื่อว่าระบบให้คะแนนและการตรวจสอบระหว่างผู้ใช้บริการกับผู้ให้บริการจะช่วยคัดกรองได้เอง แต่เมื่อเวลาผ่านไปพบว่าเพียงมาตรการดังกล่าวไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องเพิ่มการกำกับดูแลตั้งแต่ต้นทาง

ปัจจุบันมีผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกประมาณ 8-9 ราย แม้ว่าผู้ขับจำนวนมากจะให้บริการผ่านหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน แต่ระบบใหม่จะเน้นกำกับดูแลที่ตัวแพลตฟอร์มให้มีความรับผิดชอบต่อผู้ใช้บริการมากขึ้น

ดังนั้นกระทรวงจึงเร่งผลักดันให้ผู้ขับรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันทุกรายต้องถือใบอนุญาตขับรถสาธารณะ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้โดยสาร ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มทุกแห่งจะต้องไม่จัดสรรงานให้แก่ผู้ขับขี่ที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ ขณะเดียวกัน ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.นี้ กรมฯจะเริ่มใช้ระบบตัดคะแนนผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม โดยกำหนดคะแนนเริ่มต้น 100 คะแนน ก่อนหักคะแนนตามระดับความผิด เช่น กรณีผู้ขับกระทำผิดและแพลตฟอร์มละเลยไม่ดำเนินการ หรือไม่ผลักดันให้ผู้ขับเข้าสู่ระบบจดทะเบียนอย่างถูกต้อง ซึ่งจะใช้กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกเป็นฐานดำเนินการ 

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงยังเร่งปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้างหรือรถพุ่มพวง ซึ่งแม้อาจถูกมองว่าเป็นการเพิ่มภาระให้ผู้ค้ารายย่อย แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบอาชีพเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ เนื่องจากปัจจุบันสามารถนำเฉพาะตัวรถจักรยานยนต์ไปใช้เป็นหลักประกันได้ แต่ส่วนพ่วงไม่มีสถานะทางกฎหมาย อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์จากการตรวจจับ เพราะเมื่อมีการจดทะเบียนถูกต้อง เจ้าหน้าที่สามารถแยกแยะรถที่ถูกต้องตามกฎหมายกับรถที่กระทำผิดได้

ขณะเดียวกันขนส่งทางบกยังเตรียมออกป้ายทะเบียนสีฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถแยกประเภทของรถได้ทันทีเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุเพลิงไหม้ เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้ามีวิธีการระงับเหตุแตกต่างจากรถใช้น้ำมัน จึงจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน 

สำหรับนโยบายด้านระบบขนส่ง กระทรวงยึดหลักการให้บริการที่สะดวก ปลอดภัย ตรงเวลา ค่าโดยสารเหมาะสม พร้อมผลักดันให้ระบบล้อ ราง และเรือ เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ โดยกรมฯมีบทบาทสำคัญในการกำหนดเส้นทางเดินรถ กำหนดค่าโดยสาร รวมถึงการพัฒนาระบบรถโดยสารเชื่อมต่อหรือฟีดเดอร์เข้าสู่ระบบรถไฟฟ้า เนื่องจากปัจจุบันมีจำนวนไม่พอ จึงต้องประสานทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ลุยฟื้นฟูขสมก.-ยกบริการบขส.

นายสิริพงศ์ ได้เล่าให้ฟังต่อว่า ในส่วนขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ” (ขสมก.) ปัญหาหลักที่ทำให้ ขสมก. มีภาระหนี้สินจำนวนมาก มาจากต้นทุน ได้แก่ ค่าแรง ค่าซ่อมบำรุง และค่าน้ำมัน อีกทั้ง ขสมก. ในฐานะหน่วยงานของรัฐยังต้องให้บริการตามมาตรฐานที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเที่ยววิ่งและความถี่ของการให้บริการ แม้บางเส้นทางจะขาดทุน ต่างจากผู้ประกอบการเอกชนที่ปรับลดเที่ยววิ่งได้

ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทรวงจึงเดินหน้าโครงการเช่ารถโดยสารไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,560 คันในปีนี้ พร้อมปรับโครงข่ายเส้นทางเดินรถใหม่ โดยยืนยันว่าการเช่ารถครั้งนี้คุ้มค่า ส่งผลให้ต้นทุนต่อคันลดลงจากวันละ 7,000 บาท เหลือ วันละ 3,500 บาท เนื่องจากไม่มีต้นทุนน้ำมันและค่าซ่อมบำรุง ซึ่งรวมอยู่ในสัญญาเช่าแล้ว ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดภาระการขาดทุนของ ขสมก.

นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดหารถโดยสารไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 800 คันในปี 70 และอีก 700 คันในปี 71 รวมทั้งสิ้นประมาณ 3,000 คันทั่วทั้งระบบ โดยใช้งบประมาณของรัฐบาลเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ควบคู่กับการพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ เช่น การนำรถโดยสารขนาดเล็กเข้าวิ่งในถนนและชุมชน เพื่อทำหน้าที่เป็นรถฟีดเดอร์เชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนหลัก

การลดต้นทุนดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าการจัดซื้อจัดจ้างในอดีตมีราคาแพงเกินจริงแต่เป็นผลจากการเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานเนื่องจากรถโดยสารไฟฟ้าแบบเช่าจะรวมค่าบำรุงรักษาและลดภาระค่าน้ำมันทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินรถลดลงอย่างมีนัยสำคัญและเชื่อว่าจะช่วยให้ขสมก. มีโอกาสกลับมามีฐานะทางการเงินที่ดีขึ้นในอนาคต

ส่วนการกำกับดูแล “บริษัทขนส่งจำกัด” (บขส.) จำเป็นต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการเป็นผู้ให้บริการสาธารณะและการทำธุรกิจ เนื่องจากในหลายเส้นทาง บขส. ต้องทำงานร่วมกับผู้ประกอบการรถร่วม ขณะเดียวกันก็ถือเป็นคู่แข่งขันในเชิงธุรกิจ จึงต้องบริหารจัดการให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกันได้  และในปัจจุบัน บขส.ทยอยนำรถโดยสารรุ่นใหม่เข้าประจำการอีกประมาณ 300 คัน ทั้งรถขนาด 24 และ 32 ที่นั่ง ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานการให้บริการให้ทัดเทียมกับผู้ประกอบการรถร่วม

นอกจากการให้บริการเดินรถแล้วบขส. ยังอยู่ระหว่างพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่โดยเฉพาะบริการรับส่งพัสดุแบบด่วนภายในวัน (Overnight Delivery) เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมรวมถึงมีแผนบูรณาการการทำงานร่วมกับระบบรางในอนาคตโดยเมื่อรถไฟเดินทางถึงปลายทางแล้วบขส. จะทำหน้าที่เป็นทั้งระบบฟีดเดอร์รับส่งผู้โดยสารและขนส่งสินค้าไปยังพื้นที่ต่างๆเพื่อให้การเดินทางและการขนส่งมีความครอบคลุมมากขึ้น

สำหรับการสนับสนุนค่าโดยสารของ ขสมก. หากรัฐบาลมีนโยบายให้ประชาชนเดินทางฟรีหรือกำหนดอัตราค่าโดยสารต่ำกว่าต้นทุน รัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณชดเชยให้หน่วยงานที่ให้บริการ โดยปัจจุบันไม่ได้ใช้วิธีอุดหนุนผ่านผู้ให้บริการโดยตรง แต่ใช้กลไกผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 

ในส่วนของโครงการ ไทยช่วยไทย Plus” ซึ่งครอบคลุมการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ รถแท็กซี่ และรถจักรยานยนต์รับจ้าง จากข้อมูลของกระทรวงการคลัง ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา มีวงเงินสนับสนุนการใช้บริการขนส่งทางบกรวมประมาณ 16 ล้านบาท ขณะที่ระบบรถไฟฟ้ามีมูลค่าการใช้สิทธิสูงถึงประมาณ 200 ล้านบาท สะท้อนว่าประชาชนตอบรับมาตรการดังกล่าวเป็นอย่างดี

ปั้นอุตสาหกรรมรถไฟไทยสู่ New S-Curve

นายสิริพงศ์ กล่าวถึงบทบาทของ “กรมการขนส่งทางรางว่า ภารกิจสำคัญในขณะนี้คือ การผลักดันนโยบาย “ตั๋วร่วม” กำหนดอัตราค่าโดยสาร 17-45 บาทตลอดสาย โดยกระทรวงได้เสนอคณะรัฐมนตรีให้กรุงเทพมหานครโอนทรัพย์สินและหนี้สินของรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีทองมาอยู่ภายใต้การกำกับของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อให้เกิดผู้บริหารระบบรายเดียว อันจะช่วยให้การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม การเคลียร์รายได้ และการเฉลี่ยผลตอบแทนระหว่างผู้ประกอบการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ยอมรับว่าการผลักดันตั๋วร่วมถือเป็นความท้าทายสำคัญเนื่องจากรัฐบาลต้องรักษาสมดุลระหว่างการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนกับข้อจำกัดด้านฐานะการคลังและหนี้สาธารณะโดยแนวทางที่กระทรวงใช้คือการชดเชยส่วนต่างตามจำนวนผู้ใช้บริการจริงไม่ใช่การซื้อสัมปทานหรือซื้อกิจการจากภาคเอกชนเหมือนที่หลายฝ่ายกังวลพร้อมหารือรูปแบบการแบ่งผลประโยชน์จากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นหลังลดค่าโดยสารเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม

เร่งเครื่องปั้นอุตสาหกรรมรถไฟไทยสู่ New S-Curve

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า อีกหน่วยงานสำคัญคือ “สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง” (สทร.) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมระบบรางของไทย หลังจากตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยลงทุนด้านระบบรางจำนวนมาก แต่ยังพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นหลัก ดังนั้น สทร. จึงมีหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้จากต่างประเทศ ปรับมาตรฐานให้เหมาะสมกับบริบทของไทย และต่อยอดสู่การวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศเอง

ปัจจุบัน สทร. ได้พัฒนาต้นแบบรถไฟความเร็วสูงของไทยภายใต้ชื่อง้าวซึ่งยังอยู่ในขั้นต้นแบบ ขณะเดียวกันยังพัฒนาโครงการรถไฟท่องเที่ยว “Siamese Train” ที่ได้รับความสนใจจากทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และภาคเอกชน โดยมีผู้ประกอบการรายใหญ่สนใจเข้าร่วมลงทุน ทั้งที่โครงการยังอยู่ระหว่างพัฒนา

นอกจากนี้ กระทรวงยังผลักดันการใช้ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศ (Local Content) ให้เพิ่มขึ้น โดยการจัดหารถไฟรุ่นใหม่ในปี 70 กำหนดให้มีชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไม่น้อยกว่า 40% และตั้งเป้ายกระดับเป็น 100% ภายในระยะเวลา 10 ปี พร้อมเดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านระบบรางสู่สถาบันการศึกษา ทั้งระดับอาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างบุคลากรและพัฒนาเทคโนโลยีของไทยเองในอนาคต

นายสิริพงศ์กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะเริ่มพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางช้ากว่าหลายประเทศ แต่ก็ถือเป็นข้อได้เปรียบในอีกด้านหนึ่ง เพราะสามารถนำเทคโนโลยีที่ผ่านการวิจัยและใช้งานจริงจากต่างประเทศมาต่อยอดได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด อีกทั้งประเทศไทยมีศักยภาพสูงด้านการประกอบรถโดยสารและรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งหากพัฒนาอุตสาหกรรมชิ้นส่วนระบบรางได้ครบวงจร จะมีโอกาสก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตและส่งออกระบบรางของภูมิภาค สร้างอุตสาหกรรมใหม่หรือ New S-Curve ให้กับเศรษฐกิจไทยในอนาคต

เดินหน้าเช่ารถเมล์ EV คุ้มค่าลดค่าน้ำมัน-ค่าซ่อมบำรุง

นายสิริพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งนโยบายสำคัญของกระทรวงคือ การผลักดันการเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งสาธารณะจากรถที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาการใช้แหล่งเงินทุนจากพระราชบัญญัติเงินกู้จำนวน 24,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของระบบขนส่งสาธารณะ โดยมุ่งลดต้นทุนด้านพลังงาน ลดมลพิษ และยกระดับคุณภาพระบบขนส่งสาธารณะของประเทศในระยะยาว

จากการประเมินของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากดำเนินการได้ครบทั้งระบบจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ในปริมาณเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ประมาณ 11 ล้านต้นต่อปีถือเป็นการสร้างคุณค่าให้กับสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญขณะเดียวกันยังช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานของผู้ประกอบการเนื่องจากรถ EV มีต้นทุนการใช้งานต่ำกว่ารถที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่ต้องผลักภาระการขึ้นค่าโดยสารประชาชนจึงได้รับประโยชน์ตรงจากค่าเดินทางที่ไม่เพิ่มขึ้นรวมทั้งได้ใช้บริการรถโดยสารใหม่และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับกลุ่มรถที่จะได้รับการสนับสนุนครอบคลุมรถขนส่งสาธารณะที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมฯ ได้แก่ รถแท็กซี่ที่มีอายุครบเกณฑ์เปลี่ยนรถ 10 ปี รถตู้โดยสาร รถสองแถว รถตุ๊กตุ๊ก รถมินิบัส รถโดยสารประจำทาง และรถขนส่งสินค้า รวมประมาณ 7-8 ประเภท ส่วนรถจักรยานยนต์รับจ้างนั้น รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนอยู่แล้ว ทั้งเงินช่วยเหลือเงินดาวน์ 10,000 บาท และการช่วยเหลือดอกเบี้ย 50% สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 100,000 บาท จึงอาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินกู้ในส่วนนี้ แต่ภาครัฐอาจเข้าไปอำนวยสะดวกในด้านอื่นเพิ่มเติม

ซึ่งรูปแบบการสนับสนุนแต่ละประเภทอาจแตกต่างกัน โดยเฉพาะรถแท็กซี่ที่มีลักษณะการประกอบอาชีพและการผ่อนชำระไม่เหมือนรถประเภทอื่น ปัจจุบันอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะใช้ระบบไฟแนนซ์ในลักษณะใด เนื่องจากผู้ขับแท็กซี่ส่วนใหญ่ชำระค่าเช่ารถเป็นรายวัน จึงมีแนวคิดที่จะออกแบบให้ภาระค่าใช้จ่ายรายวันลดลง เช่น จากเดิมเช่าวันละประมาณ 700 บาท อาจลดเหลือประมาณ 500 บาท อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องหารือเพิ่มเติมว่าจะปล่อยสินเชื่อผ่านอู่แท็กซี่หรือให้ผู้ขับเป็นผู้กู้โดยตรง เพราะหากปล่อยกู้รายบุคคลอาจติดปัญหาเครดิตบูโร แต่หากปล่อยผ่านอู่ก็ต้องมีระบบตรวจสอบให้แน่ใจว่าผลประโยชน์ตกถึงผู้ขับจริง และไม่เกิดการอุดหนุนที่คลาดเคลื่อนจากวัตถุประสงค์ของโครงการ

นายสิริพงศ์ ย้ำว่า แนวคิดทั้งหมดอยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดเป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งสาธารณะทั้งประเทศให้ใช้พลังงานสะอาดสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการซึ่งท้ายที่สุดประชาชนจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดทั้งจากการได้ใช้รถใหม่ที่ปลอดภัยสะอาดและมีต้นทุนค่าโดยสารที่ไม่เพิ่มขึ้นเพราะภาครัฐจะกำหนดเงื่อนไขการสนับสนุนควบคู่กับการควบคุมอัตราค่าโดยสารเพื่อให้เงินอุดหนุนส่งผลกลับมายังประชาชนอย่างแท้จริงไม่ใช่ให้เปล่าแก่ผู้ประกอบการ


กดแชร์
ข่าวล่าสุด
- Advertisement -spot_img
Latest Articles