กรมวิชาการเกษตร สั่งวิเคราะห์เก็บตัวอย่าง 100% ทุเรียนส่งออกไปจีนทุกตู้ หลังจีนแจ้งพบ สารแคดเมียมในทุเรียน เกินค่ามาตรฐานปีนี้มาแล้ว 6 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นทุเรียนจากภาคใต้ ระงับส่งออกไปแล้ว ผู้ส่งออก 12 ราย ล้ง 12 แห่ง สวนทุเรียน 15 สวน มีทุเรียนที่ตรวจพบสารแคดเมียมจำนวน 16 ตู้คอนเทนเนอร์
ธรรมนัส เต้นผาง สั่งกรมวิชาการเกษตร หาต้นตอ สารแคดเมียมในทุเรียน
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้ กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับเจ้าของล้ง และสวนทุเรียน ที่ถูกทางจีนตรวจพบสารแคดเมียมปนเปื้อนในทุเรียนที่ส่งออก และสั่งการให้กรมวิชาการเกษตรเร่งดำเนินการ แก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าทุเรียนจากต่างประเทศ มาสวมสิทธิทุเรียนไทยเพื่อส่งออก ซึ่งเป็นการทำลายคุณภาพของทุเรียนไทย โดยเพิ่มความเข้มงวดและบทลงโทษสำหรับผู้กระทำผิด
สำหรับทุเรียนที่จะส่งออกจีนได้ต้องขึ้นทะเบียนการทำเกษตรที่ดีและเหมาะสมหรือ GAP จึงให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด กับกลุ่มที่ปลอมแปลง หรือสวมการใช้ใบรับรอง GAPให้เป็นคดีอาญาเพื่อลงโทษให้ถึงที่สุด

กรมวิชาการเกษตร เผย ถูกจีนแจ้งพบ สารแคดเมียมในทุเรียน มาแล้ว 6 ครั้ง
ด้านนายภัสชญภณ หมื่นแจ้ง รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุม แนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาการตรวจพบการปนเปื้อนแคดเมียมในทุเรียนส่งออกไปจีน โดยหารือกับผู้ประกอบการล้ง โรงคัดบรรจุ และผู้ส่งออกผ่านระบบซูม จำนวน 230 ราย ว่า ทางประเทศจีนได้ตรวจพบแคดเมียมในเนื้อทุเรียนครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2567 และแจ้งเตือนเรื่อยมา รวมแล้วจำนวน 6 ครั้ง สั่งระงับการส่งออกทุเรียนไปจีนดังนี้ ผู้ส่งออก 12 ราย, ล้ง 12 แห่ง และสวนทุเรียน 15 สวน มีทุเรียนที่ตรวจพบสารแคดเมียมจำนวน 16 ตู้คอนเทนเนอร์
ทั้งนี้ในวันที่ได้รับแจ้งว่า ตรวจพบสารแคดเมียมในเนื้อทุเรียน ทางกรมวิชาการเกษตรได้ระงับการดำเนินการของล้ง โรงคัดบรรจุ และสวนทุเรียน ที่ถูกระบุว่าตรวจพบสารดังกล่าว ตามข้อตกลงพิธีสารเปิดตลาดผลไม้กับจีน โดยทางสวนและโรงคัดบรรจุใบรับรองจะถูกระงับ พร้อมให้เจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรเข้าไปเก็บตัวอย่างดิน ทุเรียน น้ำ และปัจจัยการผลิตทุกชนิดมาตรวจสอบหาสารแคดเมียม ทั้งในสวนทุเรียนและโรงคัดบรรจุ ว่าส่วนไหนปนเปื้อนบ้าง
ยืนยันตรวจสอบยังไม่พบ สารแคดเมียมในทุเรียน เกินค่ามาตรฐาน
สำหรับผลการตรวจสอบไม่พบปริมาณสารแคดเมียมเกินค่ามาตรฐานที่จีนกำหนดคือ 0.05 กรัมต่อ 1กิโลกรัม ขณะที่ของไทย ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ไม่มีการกำหนดค่าแคดเมียมในสินค้าผลไม้ โดยข้อมูล ณ ขณะนี้จากการตรวจสอบยังไม่พบพื้นที่เสี่ยง ส่วนทุเรียนที่ถูกระงับการส่งออก 16 ตู้คอนเทนเนอร์ หากส่งกลับมาแล้วจะสั่งให้ด่านตรวจพืชอายัดทันที และประสานทางอย.ตรวจสอบเนื้อทุเรียนว่ามีสารแคดเมียม เกินค่ามาตรฐานหรือไม่
อย่างไรก็ตามในช่วงวันที่ 2-6 กันยายนนี้ จะเก็บตัวอย่างทุเรียนในทุกตู้ที่ส่งออก หรือเป็นการตรวจสอบ 100% ไม่ได้สุ่มตรวจเป็นบางตู้ ซึ่งขณะนี้เป็นผลผลิตทุเรียนของภาคใต้ ทางผู้ประกอบการจะเก็บตัวอย่างทุเรียน ตู้ละ 5 ลูก มาตรวจสอบว่ามีการปนเปื้อนของสารแคดเมียมหรือไม่ก่อนส่งออก คาดว่าจะได้ตัวอย่างประมาณ 1,500 ตัวอย่าง
โดยผู้ประกอบการรับผิดชอบในส่วนของการเตรียมตัวอย่างให้ตรวจ และ ค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์เอง อยู่ที่ ตัวอย่างละ 800 บาท เพื่อแสดงให้ทางจีนเห็นว่า ทางไทยมีความรอบคอบและใส่ใจทุเรียนที่ส่งออกไปจีน ตอบสนองอย่างรวดเร็วกับประเทศคู่ค้า ให้เกิดความมั่นใจ เชื่อใจว่าประเทศไทยไม่ได้ละเลย และมีมาตรฐานที่จะปฏิบัติตามพิธีสารที่ตกลงกันไว้
ทุเรียนภาคใต้ ต้องสงสัย เหตุ พื้นที่เคยเป็นเหมืองแร่เก่า
นอกจากนี้หากตรวจพบสารแคดเมียม จะได้ประมวลผลชัดเจนขึ้นว่าส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ใด เนื่องจากต้องยอมรับว่าในพื้นที่ภาคใต้ เช่น จังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี เคยเป็นพื้นที่เหมืองเก่า อาจจะมีสารตกค้างในดินได้ หากพบว่าตรวจพบสารแคดเมียมจากสวนที่ใด จะได้หาทางป้องกันต่อไป และกรณีที่ทางจีนตรวจพบสารแคดเมียมในทุเรียน ส่วนใหญ่มีแหล่งผลิตจากทางภาคใต้
ส่วนการลักลอบนำเข้าทุเรียนมาสวมสิทธินั้น มีน้อยลงแล้ว เนื่องจากนายด่านตรวจพืชได้กำกับการทำงานของด่านตรวจพืชอย่างเข้มงวด และในปีนี้พบว่าประเทศไทยไม่ได้นำเข้าทุเรียนจากต่างประเทศแต่อย่างใด
“เกษตรกรและประชาชน ไม่ต้องตื่นตระหนก เรื่องสารแคดเมียมปนเปื้อนในทุเรียน เพราะ จากการตรวจสอบในพื้นที่ที่จีนระบุว่าเป็นล็อตที่พบสารแคดเมียม ก็ยังไม่พบปริมาณสารแคดเมียมเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งเกษตรกรสามารถส่งตัวอย่างดินในสวนของตัวเองมาตรวจวิเคราะห์ได้โดยความสมัครใจ”
รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว
สำหรับปริมาณการส่งออกทุเรียนของไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 27 สิงหาคม 2567 ส่งออกทุเรียนไปแล้วจำนวน 45,359 ตู้คอนเทนเนอร์ คิดเป็นปริมาณ 714,334.64 ตัน มูลค่า 94,870 ล้านบาท คาดว่า ทั้งปี 2567 จะส่งออกทุเรียนได้เกิน 100,000 ล้านบาท



