รมว.เกษตรฯ เปิดแผน 7 ด้าน คุมการ บริหารจัดการน้ำ รับมือเอลนีโญ และฝนทิ้งช่วง ปักธงปรับแผนรายเดือน สำรองน้ำต้นทุน 4 เขื่อนหลักเจ้าพระยาที่ยังรับน้ำได้อีกกว่าหมื่นล้าน ลบ.ม.
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้ายกระดับมาตรการเตรียมความพร้อมรับมือสภาพภูมิอากาศแปรปรวน โดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายเชิงรุกให้กรมชลประทานเร่ง บริหารจัดการน้ำ รับมือเอลนีโญ และฝนทิ้งช่วง หลังพบสัญญาณสภาพปรากฏการณ์เอลนีโญจ่อก่อตัวช่วงกลางปี 2569 ลากยาวถึงต้นปี 2570 ชูแนวทางปรับแผนจัดการน้ำรายเดือน ทำฉากทัศน์รับมือวิกฤต หวังสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ และบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรทั่วประเทศ

“สุริยะ” สั่งกรมชลฯ คาดการณ์ฉากทัศน์ ทบทวนเกณฑ์กักเก็บน้ำ
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการติดตามสถานการณ์น้ำและมอบนโยบายขับเคลื่อนภารกิจกรมชลประทานว่า แม้สภาวะเอนโซ (ENSO) ในปัจจุบันจะยังอยู่ในช่วงเป็นกลาง แต่จากข้อมูลคาดการณ์พบว่ามีแนวโน้มสูงที่ปรากฏการณ์เอลนีโญจะกลับมาก่อตัว ซึ่งจะส่งผลกระทบให้มีฝนน้อยและเกิดภัยแล้งในระยะถัดไป
เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว จึงได้มอบหมายนโยบายการทำงานเชิงรุก 7 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย:
- 1) การติดตามและคาดการณ์สถานการณ์น้ำ: บูรณาการข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา สสน. และ สทนช. จัดทำฉากทัศน์ (Scenario) ทั้งกรณีเอลนีโญระดับอ่อนและรุนแรง พร้อมกำหนดจุดตัดสินใจ (Trigger Point) เพื่อปรับแผนแบบรายเดือนให้ทันท่วงที
- 2) การเก็บกักและสำรองน้ำต้นทุน: ให้เร่งทบทวนเกณฑ์การบริหารอ่างเก็บน้ำ (Rule Curve) เน้นเก็บกักน้ำช่วงปลายฤดูฝนให้มากที่สุดภายใต้ความปลอดภัยของเขื่อน เพื่อสำรองไว้ใช้อุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศจนถึงฤดูแล้งปีถัดไป
- 3) การเร่งรัดพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน: เร่งรัดโครงการชลประทานทุกระยะ ทั้งการศึกษา ออกแบบ และก่อสร้าง พร้อมขยายความจุแก้มลิง พัฒนาพื้นที่หน่วงน้ำเพื่อกระจายน้ำให้ตรงจุดความต้องการ
ป้องกันน้ำท่วม จัดสรรน้ำเป็นธรรม
รมว.เกษตรฯ กล่าวต่อถึงแนวทางปฏิบัติในด้านที่ 4-7 ที่ต้องดำเนินการควบคู่กันเพื่อความครอบคลุม:
- 4) การเตรียมความพร้อมรับน้ำหลาก: สั่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ขุดลอกคูคลอง เตรียมเครื่องจักรและเครื่องสูบน้ำพร้อมบุคลากรเคลื่อนย้ายเข้าช่วยเหลือประชาชนทันทีทั้งในและนอกเขตชลประทาน พร้อมเฝ้าระวังพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก
- 5) การจัดสรรน้ำอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง: เรียงลำดับความสำคัญตามเกณฑ์ คือ อุปโภคบริโภค, รักษาระบบนิเวศ, การเกษตร และอุตสาหกรรม พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อยในพื้นที่เสี่ยง
- 6) การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change): วางแผนความมั่นคงน้ำระยะยาว เชื่อมโยงโครงข่ายน้ำและการผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ (Water Grid) ออกแบบโครงสร้างพื้นฐานให้ทนต่อสภาพอากาศสุดขั้ว โดยการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กให้บูรณาการร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน
- 7) การบูรณาการและการสื่อสารกับประชาชน: ประสานงานร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าให้เกษตรกรเตรียมตัวได้ทัน
เปิดตัวเลขสถานการณ์น้ำล่าสุด 4 เขื่อนหลักเจ้าพระยายังรับน้ำได้อีกเพียบ
สำหรับข้อมูลสถานการณ์น้ำ ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ภาพรวมทั่วประเทศยังคงอยู่ในเกณฑ์ดีและสามารถบริหารจัดการได้ตามแผน โดยมีรายละเอียดตัวเลขดังนี้:
| ประเภทอ่างเก็บน้ำ / ลุ่มน้ำ | ปริมาณน้ำกักเก็บปัจจุบัน (ล้าน ลบ.ม.) | คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ (%) | ปริมาณน้ำที่ยังรองรับได้เพิ่ม (ล้าน ลบ.ม.) |
| อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และกลางทั่วประเทศ | 43,093 | 56% | รองรับได้อีกเป็นจำนวนมาก |
| 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ภูมิพล, สิริกิติ์, แควน้อยฯ, ป่าสักฯ) | 13,175 | 53% | 11,696 |
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านน้ำของประเทศ โดยมุ่งบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร และรองรับทุกความเสี่ยงจากภัยแล้งในอนาคตอย่างยั่งยืน” นายสุริยะ กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ : รมช ปิยะรัฐชย์ ลงพื้นที่ดอยหลวง เชียงราย ดันโปรเจกต์น้ำ-หนุนสหกรณ์ยาง เพิ่มรายได้เกษตรกร



