สภาพัฒน์ถกด่วน! รับมือทรัมป์ ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ รายสินค้า

กดแชร์

ชี้มาตรการ 150 วัน คือ จุดเริ่มต้น! ทีมเศรษฐกิจเร่งประเมินผลกระทบ ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ หลังสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกยังเดายาก

ทีมเศรษฐกิจไทยนำโดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เร่งประเมินสถานการณ์หลังมาตรการ ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณความไม่แน่นอนสูงขึ้น โดยนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สศช. เผยผลหารือร่วมกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อวางแนวทางรับมือกรณีสหรัฐฯ อาจปรับเปลี่ยนนโยบายการจัดเก็บภาษี แบบเจาะจงรายผลิตภัณฑ์ ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ผู้ประกอบการไทยต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งปีนี้

us tariffs risk management

จากภาษีรายประเทศสู่การเจาะจงรายสินค้า

นายดนุชา ระบุว่า แม้ปัจจุบันอัตราภาษี 15% จะดูเป็นบวกต่อไทย เมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่สถานการณ์อาจพลิกผันหากสหรัฐฯ เปลี่ยนเป้าหมายไปเก็บภาษีเป็นรายอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก หรืออลูมิเนียม ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการนโยบายทำได้ยาก และคาดเดาผลกระทบได้ลำบากกว่าเดิม โดยเฉพาะในช่วง 150 วันหลังจากนี้ ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าอัตราภาษีจะถูกปรับไปในทิศทางใด

แนะผู้ส่งออกชูจุดแข็ง ไม่พึ่งพาเพียงแค่ส่วนต่างภาษี

ในภาวะที่กำแพงภาษีถูกปรับให้เท่ากันในเบื้องต้น ภาษีจะไม่ใช่ปัจจัยหลักในการชิงความได้เปรียบอีกต่อไป สภาพัฒน์จึงเสนอให้ผู้ประกอบการไทย หันไปเน้นการทำตลาดบนพื้นฐานความสามารถทางการแข่งขันที่แท้จริง และเตรียมพร้อมรับมือกับประเด็นข้อพิพาททางกฎหมาย และการฟ้องร้องขอคืนภาษี ที่อาจเกิดขึ้นในศาลสหรัฐฯ ในอนาคต

ความเสี่ยงรอบด้านที่มากกว่าเรื่องการค้า

เลขาธิการ สศช. ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ต้องเผชิญกับโจทย์ที่ “น่าปวดหัว” มากขึ้น เนื่องจากไม่ได้มีเพียงเรื่อง ภาษีนำเข้า เท่านั้น แต่ยังมีตัวแปรด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการเคลื่อนไหวทางการทหารของมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้รัฐบาลต้องทยอยออกมาตรการรับมือที่ยืดหยุ่น และสอดคล้องกับเหตุการณ์จริง เพื่อพยุงเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นความเสี่ยงตลอดทั้งปี

ทำความเข้าใจภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และกลไกที่ส่งผลต่อการค้าโลก

ในเชิงเศรษฐศาสตร์ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ (US Import Tariff) ไม่ได้เป็นเพียงการเก็บเงินเข้าคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและการทูตที่สำคัญ โดยเฉพาะภายใต้แนวคิด “America First” ของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเน้นการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ (Protectionism)

เมื่อมีการปรับเปลี่ยนอัตราภาษีนำเข้า สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในระบบเศรษฐกิจมี 3 ด้านหลัก ดังนี้

  1. ราคาสินค้าปลายทางสูงขึ้น: ผู้นำเข้าในสหรัฐฯ จะผลักภาระภาษีไปยังผู้บริโภค ทำให้ราคาสินค้าที่ผลิตจากต่างประเทศแพงขึ้น
  2. การปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Shifting): บริษัทต่างๆ มักจะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่เสียภาษีน้อยกว่าเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน
  3. มาตรการตอบโต้ทางการค้า: ประเทศที่ได้รับผลกระทบอาจใช้มาตรการภาษีตอบโต้กลับไปยังสินค้าของสหรัฐฯ ซึ่งอาจนำไปสู่ “สงครามการค้า” (Trade War) ที่ขยายวงกว้าง

5 วิธีรับมือความผันผวนด้านภาษีสำหรับผู้ประกอบการไทย

เพื่อให้ธุรกิจส่งออกไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ผู้ประกอบการควรพิจารณากลยุทธ์ดังต่อไปนี้

  • กระจายตลาดส่งออก (Market Diversification): ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียว โดยการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มประเทศความตกลง RCEP หรือตลาดเกิดใหม่ในตะวันออกกลาง
  • เพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรม (Value Creation): พัฒนาสินค้าให้มีลักษณะเฉพาะตัว (Unique Selling Point) จนปัจจัยด้านราคาภาษีไม่ใช่เหตุผลหลักที่ลูกค้าจะเลิกซื้อ
  • บริหารจัดการต้นทุนด้วยเทคโนโลยี: ใช้ระบบ Digital Transformation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งจะช่วยชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากภาระภาษีได้
  • ติดตามกฎระเบียบอย่างใกล้ชิด: การทำงานร่วมกับหน่วยงานอย่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จะช่วยให้ได้รับข่าวสารที่รวดเร็วและถูกต้อง
  • ประกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน: เนื่องจากภาษีนำเข้ามักมาคู่กับความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ การทำประกันความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ: แผนรับมือสงคราม! พลังงาน ตรึงราคาน้ำมันดีเซล


กดแชร์
ข่าวล่าสุด
- Advertisement -spot_img
Latest Articles