ม.หอการค้า กางปัญหาเชิงโครงสร้าง แนะรัฐบาลใช้เงินกู้ 4 แสนล้านอย่างคุ้มค่า ดันจีดีพีพ้นกับดักเศรษฐกิจโตต่ำ ยกระดับความสามารถของประเทศไทย
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีความเปราะบางหลายส่วน ทำให้การใช้พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท รัฐบาลต้องใช้ให้คุ้มค่า เพื่อสร้างผลต่อการเติบโตในระยะยาว ไม่ใช่เพียงมาตรการพยุงเศรษฐกิจชั่วคราว โดยประเมินจากการพยายามปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เน้นการปรับโครงสร้างด้านพลังงาน แต่ความเปราะบางคือ ความสามารถในการแข่งขันของไทยเริ่มด้อย โดยเฉพาะด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ ซึ่งถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไขเพื่อยกระดับความสามารถของประเทศไทย
ส่วนการที่รัฐบาลทั้งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงการคลังพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ประเทศไทยมีปัญหาเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจ จนได้รับชื่อเป็นผู้ป่วยของเอเชีย แม้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ จะบอกว่า ไทยถือเป็นประเทศที่รับมือกับสถานการณ์เชิงลบได้ดี จะผ่านวิกฤตสงครามและน้ำมันแพงไปได้ คำถามคือ ทำอย่างไรจึงจะเติบโตได้ดี หนึ่งในนั้นเป็นเรื่องการศึกษา ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
“ความท้าทายของรัฐบาลในการบริหารจัดการเงินกู้ 400,000 ล้านบาทมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ คือจะต้องวางเป้าหมายให้ชัดว่าเงินกู้จะถูกนำไปใช้สร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างไร ทั้งการพัฒนาอีอีซี โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และคุณภาพกำลังคน เพราะหากประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงเม็ดเงินกู้เข้ากับการลงทุนในอีอีซี การศึกษา เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้นักลงทุนไทยและต่างชาติ และเป็นโอกาสในการดันเศรษฐกิจไทยให้หลุดจากกับดักโตต่ำกว่าศักยภาพได้ ซึ่งปี 2569 คาดการณ์ว่าจีดีพีจะโตที่ 1-1.5% เท่านั้น โดยจะต้องหาเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโตเกิน 3% ให้ได้ แต่หากเม็ดเงินกู้ถูกใช้เพียงเพื่อประคองระยะสั้นไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อแก้ไข ไทยอาจยังเผชิญภาวะเศรษฐกิจขยายตัวอ่อนต่อเนื่อง และเสี่ยงถูกมองเป็นผู้ป่วยของเอเชียในระยะยาว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ในการเดินหน้าเศรษฐกิจไทยต่อไป พร้อมแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง และหาเครื่องยนต์ใหม่ หนึ่งในนั้นคือ คือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ถือเป็นเครื่องยนต์หลักที่ถูกจับตามอง เพราะเป็นหมุดหมายสำคัญในการดึงดูดการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะหลังจากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่าไทยยังมีจุดแข็งในฐานะพื้นที่ปลอดภัยและคุ้มค่าสำหรับนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงแลนด์บริจด์ที่มีความท้าทายด้านกรอบการศึกษา 90 วัน โดยการดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้าประเทศยังไม่ใช่เรื่องง่าย หากไทยยังติดข้อจำกัดด้านกำลังคนคุณภาพ โดยเฉพาะบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยีเอไอ และทักษะที่สอดรับกับโลกยุคใหม่ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เวียดนามและมาเลเซียมีความโดดเด่นมากขึ้นในสายตานักลงทุน
สำหรับการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายและผลกระทบของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอม สำรวจจำนวน 1,250 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 26 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2569 คาดว่ามูลค่าการใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมปีนี้อยู่ที่ 66,000 ล้านบาท ขยายตัว 6% สูงสุดในรอบ 13 ปี นับตั้งแต่ปี 2557 และเป็นมูลค่าสูงสุดตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจในรอบ 17 ปี หรือตั้งแต่ปี 2553 ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังไม่เผชิญปัญหาการซึมตัวอย่างรุนแรง สะท้อนจากการใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงก่อนเปิดเทอมของบุตรหลาน ที่ยังไม่ถึงขั้นประหยัดในการซื้อของเพื่อการศึกษา แต่เศรษฐกิจถือว่ายังไม่ได้โดดเด่นมากนัก เพราะผู้ปกครองควรใช้เงินตามรายได้เพื่อซื้อของ แต่ส่วนใหญ่เป็นการลดใช้จ่ายด้านอื่นและนำเงินออมออกมาใช้จ่ายเพื่อการศึกษามากขึ้น ถือเป็นมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในภาวะไซด์เวย์ คือขยายตัวไปข้างๆ ขยายตัวอ่อนๆ และชะลอตัวจากการเติบโตช่วงที่ผ่านมา
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ประเมินภาพรวมพบว่า ผู้ประกอบการยังไม่ได้ปรับขึ้นราคาสินค้ามากนัก แม้มีต้นทุนสูงขึ้น แต่เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อให้ปรับราคา ทำให้เงินเฟ้อยังไม่เร่งตัวสูง ราคาน้ำมันยังถูกประคองผ่านมาตรการรัฐ และยังไม่เห็นสัญญาณการปลดคนงานหรือลดเงินเดือนในวงกว้าง แต่กำลังซื้อประชาชนอยู่ในลักษณะนิ่งและซึมตัว โดยเฉพาะภาระค่าเดินทางและราคาน้ำมันที่กระทบระดับปานกลางถึงมาก ทำให้การจับจ่ายใช้สอยไม่ได้ขยายตัวโดดเด่น ส่วนมาตรการไทยช่วยไทยที่เข้ามาช่วยลดค่าใช้จ่ายตั้งแต่เดือนพฤษภาคม และมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมในเดือนมิถุนายน ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือประคองเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น



