บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จครั้งใหญ่ในการออกและเสนอขาย ” หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ ไทยออยล์ 2569 ” (Perpetual Bond) สกุลดอลลาร์สหรัฐ มูลค่ารวม 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นหุ้นกู้ลักษณะคล้ายทุนชุดแรกของบริษัทไทยในปี 2569 ที่ได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้นจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลก
ดีมานด์ทะลุเป้า สะท้อนความเชื่อมั่นเครดิตระดับโลก: ในการเสนอขายครั้งนี้ ไทยออยล์ได้รับความสนใจอย่างสูงจากนักลงทุนระดับนานาชาติ โดยมียอดจองซื้อ ” หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ ไทยออยล์ 2569 ” สูงสุดกว่า 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 11 เท่า ของมูลค่าที่เสนอขาย แม้อยู่ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน แต่ความแข็งแกร่งด้านเครดิตเรทติ้งในระดับ Investment Grade ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนได้อย่างดีเยี่ยม
รายละเอียดและจุดเด่นของหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ ไทยออยล์
- มูลค่าเสนอขาย: 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- อัตราดอกเบี้ย: 6.1% ต่อปี (ในช่วง 5.25 ปีแรก)
- กลยุทธ์บริหารต้นทุน: บริษัทฯ ใช้สัญญา Cross Currency Swap แปลงเป็นสกุลเงินบาท ทำให้ต้นทุนทางการเงินสุทธิเหลือเพียง 3.875% ต่อปี ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่ดีที่สุดเป็นประวัติการณ์
- อันดับความน่าเชื่อถือ: S&P Global Ratings: ระดับ BB- (สำหรับหุ้นกู้) และ BBB- (สำหรับองค์กร)
- Moody’s Investors Service: ระดับ Ba2 (สำหรับหุ้นกู้) และ Baa3 (สำหรับองค์กร)
เป้าหมายการระดมทุน: ขับเคลื่อนโครงการ CFP สู่ความยั่งยืน
นางวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี ระบุว่า เงินทุนจากการระดมทุนครั้งนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อ:
- โครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project – CFP): เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
- ความมั่นคงทางการเงิน: บริหารจัดการโครงสร้างเงินทุนให้เหมาะสม เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
วิเคราะห์โครงการ CFP (Clean Fuel Project): พลิกโฉมจากโรงกลั่นสู่การสร้างกำไรแบบก้าวกระโดด
โครงการ CFP ไม่ใช่เพียงแค่การขยายโรงกลั่น แต่คือการ “เปลี่ยนโครงสร้างกำไร” ของไทยออยล์:
- เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ (Value Upgrade): CFP จะเปลี่ยน “น้ำมันเตา” (ซึ่งมีราคาถูกและกำไรน้อย) ให้กลายเป็น “น้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยาน” (Jet Fuel) ที่มีราคาสูงกว่า ซึ่งจะช่วยเพิ่มค่าการกลั่น (GRM) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
- กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น: จากปัจจุบัน 275,000 บาร์เรล/วัน จะเพิ่มขึ้นเป็น 400,000 บาร์เรล/วัน ทำให้ไทยออยล์กลายเป็นหนึ่งในโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค
- ความได้เปรียบด้านวัตถุดิบ: ระบบใหม่จะช่วยให้โรงกลั่นสามารถรับน้ำมันดิบชนิดหนัก (Heavy Crude) ที่มีราคาถูกกว่ามากลั่นได้ แต่ยังได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงตามมาตรฐาน Euro 5 ซึ่งเป็นเทรนด์รักโลกที่ตลาดต้องการ
กลยุทธ์ New S-Curve: การก้าวข้ามขีดจำกัดด้านพลังงานฟอสซิล
ไทยออยล์รู้ดีว่าโลกกำลังเปลี่ยนสู่ยุค Net Zero ดังนั้น New S-Curve จึงเป็นหัวใจของการเติบโตในอีก 10-20 ปีข้างหน้า:
- การรุกธุรกิจปิโตรเคมีสาย High Value: การเข้าลงทุนใน CAP (PT Chandra Asri Petrochemical Tbk) ในอินโดนีเซีย เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ไทยออยล์เข้าสู่ตลาดปิโตรเคมีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน ลดความผันผวนจากกำไรน้ำมันเพียงอย่างเดียว
- พลังงานสะอาดและ EV: มุ่งเน้นไปที่การผลิตวัสดุสำหรับแบตเตอรี่และพลังงานทดแทน เพื่อล้อไปกับนโยบาย EV 3.5 และ EV 4.0 ของไทย
- ธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและเทคโนโลยี: การนำวัตถุดิบปิโตรเคมีมาต่อยอดเป็นสารตั้งต้นในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด (Surfactants) หรือผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์
เกี่ยวกับไทยออยล์ (Thaioil)
ไทยออยล์เป็นผู้นำธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันแบบ Complex ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยกำลังการผลิต 275,000 บาร์เรลต่อวัน นอกจากธุรกิจกลั่นน้ำมันแล้ว ยังครอบคลุมถึงธุรกิจปิโตรเคมี, ไฟฟ้า, พลังงานทดแทน และกลุ่มธุรกิจ New S-Curve มุ่งเน้นการบริหารจัดการสู่ความเป็นเลิศ (Operational Excellence) เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงในต้นทุนที่แข่งขันได้ในระดับโลก
ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง : เสนาฯ วอนรัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ช่วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์



