คมนาคมเดินหน้า Digital Tower Thailand ปรับแผนคุมจราจรทางอากาศ 5 รูปแบบใน 10 ปี เริ่มเบตง-นราธิวาส ปี 71
บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) แถลงเปิดตัวโครงการ Digital Tower Thailand นวัตกรรมหอควบคุมการจราจรทางอากาศอัจฉริยะ พลิกโฉมการให้บริการการเดินอากาศครอบคลุม 34 สนามบินทั่วประเทศ มุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่งทางอากาศ เพิ่มศักยภาพความปลอดภัย และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก (World-class Aviation Hub)
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การพัฒนาระบบให้บริการการเดินอากาศ เป็นหัวใจสำคัญในการรองรับปริมาณเที่ยวบินที่เติบโตขึ้น กระทรวงคมนาคม จึงมอบหมายให้ บวท. เร่งนำเทคโนโลยี Digital Tower ซึ่งใช้กล้องประสิทธิภาพสูงแทนการมองด้วยสายตา ร่วมกับระบบแสดงผลอัจฉริยะ มาเสริมการทำงานของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ (ATC) โดยตั้งเป้านำระบบ Remote Tower มาใช้ที่สนามบินเบตงและนราธิวาส ควบคุมระยะไกลจากศูนย์ควบคุมการบินหาดใหญ่ภายในปี 2571 และนำระบบ Digital Tower รูปแบบ Hybrid มาใช้ที่สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองภายในปี 2572
นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ ประธานกรรมการ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวในงานประชุม “Digital Tower Thailand : ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ สู่มิติใหม่การบริการการเดินอากาศ” ว่า งานนี้เป็นเวทีสำคัญ ในการระดมข้อคิดเห็นร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล ผู้ดำเนินงานสนามบิน และสายการบิน เพื่อออกแบบการบริการให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสนามบิน ทั้งด้านปริมาณเที่ยวบิน ความซับซ้อน และการจัดอัตรากำลังที่คุ้มค่า โดยอิงตามมาตรฐานความปลอดภัยสากล
ด้าน นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ระบุเพิ่มเติมถึงแผนการปรับรูปแบบบริการจราจรทางอากาศ 34 สนามบิน ภายในกรอบ 10 ปี (พ.ศ. 2570–2579) แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้:
- Conventional Tower: ให้บริการ ณ ที่ตั้งสนามบินตามปกติ สำหรับสนามบินที่มีปริมาณเที่ยวบินหนาแน่นปานกลาง (<100 เที่ยวบิน/วัน แต่ >5,000 เที่ยวบิน/ปี) จำนวน 10 สนามบิน ได้แก่ หาดใหญ่, อุดรธานี, อุบลราชธานี, สุราษฎร์ธานี, พิษณุโลก, นครราชสีมา, หัวหิน, กระบี่, ขอนแก่น และเชียงราย
- Digital Tower (Hybrid): หอควบคุมฯ ณ ที่ตั้งสนามบิน เสริมด้วยระบบ Visual Surveillance สำหรับสนามบินหนาแน่นสูง (>100 เที่ยวบิน/วัน) จำนวน 5 สนามบิน ได้แก่ สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, สมุย, ภูเก็ต และเชียงใหม่
- Remote Tower: คุมการบินระยะไกลจาก Remote Tower Center (RTC) โดยไม่ต้องมี ATC ประจำสนามบิน สำหรับสนามบินหนาแน่นต่ำ (<5,000 เที่ยวบิน/ปี) จำนวน 13 สนามบิน ได้แก่ เบตง, นราธิวาส, ตรัง, ตราด, ลำปาง, นครศรีธรรมราช, สุโขทัย, บุรีรัมย์, น่าน, ชุมพร, นครพนม, สกลนคร และร้อยเอ็ด
- AFIS (Aerodrome Flight Information Services): ปรับเป็นบริการข้อมูลการบินบริเวณสนามบิน สำหรับสนามบินหนาแน่นต่ำและความซับซ้อนน้อย จำนวน 6 สนามบิน ได้แก่ แพร่, เพชรบูรณ์, แม่สอด, ระนอง, แม่ฮ่องสอน และเลย
- Remote AFIS: บริการข้อมูลการบินระยะไกลจาก Remote AFIS Center เพื่อความยืดหยุ่นด้านบุคลากร โดยสนามบินเบตงและนราธิวาสจะยกระดับจาก Remote Tower เป็น Remote AFIS ในอนาคต
โดยการปรับรูปแบบการให้บริการครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเน้นการเปลี่ยนเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการบริหารจัดการทรัพยากร และโครงสร้างพื้นฐานให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสนามบิน ทั้งปริมาณเที่ยวบิน ระดับความซับซ้อน และศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยจะทะยอยปรับรูปแบบดังกล่าวภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด เพื่อให้ บวท. สามารถให้บริการจราจรทางอากาศ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และปลอดภัย พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในระยะยาวได้อย่างยั่งยืนต่อไป
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ : บวท. เดินหน้ายกระดับ บริการการเดินอากาศ ผลักดันไทยสู่ Aviation Hub



