“เอกนิติ” ย้ำราคาน้ำมันแพงยาวไปอีก 1-2 ปี เหตุโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกถล่ม ต้องปรับตัว พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตอาหารและยาสมุนไพร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 19.20 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาเรื่องด่วนในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้กล่าวอภิปรายถึงทิศทางและนโยบายเศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลกว่า รัฐบาลมีความกังวลถึงผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่อาจยืดเยื้อและมีความซับซ้อน ลุกลามไปถึงวิกฤตพลังงาน และอาจให้เกิดปัญหาการขาดแคลนสินค้าต่างๆ รวมถึงเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ “Stagflation” หรือภาวะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งสกัดกั้นและเตรียมความพร้อมเพื่อไม่ให้วิกฤตครั้งนี้ลุกลามเกิดเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต จนนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจที่คนต้องตกงานจำนวนมากซ้ำรอยปี 2540
สำหรับวิกฤตครั้งนี้จะทำให้เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปในหลายมิติ โดยเฉพาะมิติด้านพลังงานที่ยุคของน้ำมันราคาถูกจะไม่มีอีกต่อไปอย่างน้อย 1-2 ปีข้างหน้า เนื่องจากสงครามได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางไปมาก อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีความโชคดีและมีข้อได้เปรียบจากการมีพืชพลังงานชีวมวล โดยสามารถนำอ้อยหรือมันสำปะหลังมาผลิตเอทานอลเพื่อผสมเป็นน้ำมัน E20 รวมถึงการใช้น้ำมันปาล์มมาผสมเป็นไบโอดีเซล B10 และ B20 ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทยไปในตัว
นอกจากนี้ รัฐบาลจะเร่งส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด โดยจะเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเพื่อลดค่าใช้จ่าย และสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับคืนให้กับรัฐได้ ในส่วนของภาคธุรกิจก็จะเปิดโอกาสให้สามารถลงทุนในพลังงานสะอาดและเปิดกลไกการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) เพื่อลดต้นทุนการผลิตและช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวเข้าสู่ยุคที่น้ำมันมีราคาแพงได้
ชงครม.ช่วยแบ่งเบาค่าครองชีพประชาชน
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า สำหรับการบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพในระยะสั้น รัฐบาลได้เลือกใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือแรกในการพยุงราคาน้ำมันไม่ให้สูงจนเกินไป ทั้งนี้ รัฐบาลขอยืนยันว่าจะไม่เลือกใช้วิธีการลดภาษีสรรพสามิต เนื่องจากรายได้ส่วนนี้เป็นงบประมาณสำคัญที่ต้องนำไปจัดสรรดูแลด้านสาธารณสุข เช่น ค่ารักษาพยาบาล และเป็นงบประมาณสำหรับดูแลแพทย์และพยาบาล ภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากร รัฐบาลจะเน้นการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าให้ตรงจุดและคุ้มค่าที่สุด
“วันที่ 11 เม.ย.)นี้จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อออกมาตรการดูแลกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งซึ่งเป็นต้นทุนด่านแรกของราคาสินค้า นอกจากนี้ จะมีมาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การดูแลกลุ่มชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันในการออกเรือหาอาหารทะเล และการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาราคาปุ๋ยแพง”
เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสดันไทยฐานผลิตอาหารและยา
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า ในระยะยาว รัฐบาลมองเห็นโอกาสในการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญด้านอาหารและยารักษาโรค เพื่อตอบสนองต่อปัญหาความมั่นคงทางอาหารและยาของโลก โดยอาศัยจุดแข็งของไทยดังเช่นความสำเร็จของสมุนไพรฟ้าทะลายโจรในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญที่ขาดไม่ได้คือการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ โดยรัฐบาลมีแผนที่จะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยยกระดับขีดความสามารถของคนไทย ด้วยการฝังระบบ AI ลงในแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” เพื่อช่วยให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยสามารถวิเคราะห์ข้อมูลต้นทุน พฤติกรรมผู้บริโภค และช่วยโพสต์ขายสินค้าออนไลน์ รวมถึงจะนำมาใช้ในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เพื่อให้คนไทยทุกคนมีสิทธิเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียมและใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้
“รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการให้ความช่วยเหลือคนตัวเล็กตัวน้อยและธุรกิจ SME รวมถึงการเร่งปฏิรูปและเปลี่ยนผ่านประเทศในครั้งนี้ จะช่วยให้ประชาชนก้าวข้ามผ่านวิกฤติที่อาจจะรุนแรงกว่าที่คิด และเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว”



