“เอกนิติ” แจงออกพรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้จำเป็นเหตุเงินที่มีอยู่ไม่พอ รอให้เกิดวิกฤตก่อนไม่ได้ เพราะไม่รู้จะจบเมื่ใด เตรียมเสนอรัฐสภาเห็นชอบ 14 พ.ค.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงถึงการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ว่า ครั้งนี้คือวิกฤตโลก เป็นวิกฤตที่กระทบปากท้องประชาชน ซึ่งสิ่งที่กระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติไป เราต้องการแก้วิกฤตปากท้องประชาชน เรื่องนี้มีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะเป็นวิกฤตที่เกี่ยวกับตะวันออกกลาง กระทบคนทั้งโลก วิกฤตนี้มีทั้งความรุนแรง ความรวดเร็ว และมาเป็นระลอก วิกฤตพลังงานราคาน้ำมันสูงขึ้นทั้งโลก และประเทศไทยก็พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง
“วิกฤตนี้จะต่างกับอดีตที่มารวดเร็วทีเดียวจบ ระลอกแรกคือวิกฤตสงครามและโลก วิกฤตที่สองคือวิกฤตพลังงานราคาน้ำมันสูง และรอบที่สามคือวิกฤตต้นทุน วิกฤตที่สี่คือวิกฤตค่าครองชีพซึ่งจะกระทบคนส่วนใหญ่ วิกฤตรอบที่ห้าคือกำลังซื้อจะหมดถ้าปล่อยไปจะยิ่งแก้ยาก นี่คือเหตุผลความจำเป็นที่เราต้องแก้ไขปัญหาวิกฤตปากท้อง”
นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับวัตถุประสงค์การออกพ.ร.ก.กู้เงินครั้งนี้ คือ 1.แก้วิกฤตปากท้องประชาชน ช่วยประชาชนบรรเทาผลกระทบและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหวที่ได้รับผลกระทบมาก 2.แปลงวิกฤตเป็นโอกาสคือ เปลี่ยนจากการลดการพึ่งพาน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ มาใช้พลังงานทดแทน ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ สามารถเตรียมพร้อมโลกยุคใหม่ที่น้ำมันแพง ถ้าไม่ปรับตัววิกฤตนี้จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก และแก้ยาก
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีการออก พ.ร.ก. กู้เงินที่เกี่ยวกับวางโครงสร้างพลังงาน มีบางฝ่ายมองว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องออก พ.ร.ก. นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้เราไปดูเม็ดเงินทุกอย่างว่าวิกฤติครั้งนี้รุนแรงชัดเจน เราจะรอหรือ เพราะดูงบประมาณ ปี 69 มีเหลืออยู่เท่าไหร่ ซึ่งข้อมูลปัจจุบันมีไม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอ เราไม่สามารถใช้งบประมาณ ปี 69 ได้ งบกลางก็เหลือ 2 หมื่นล้านบาท ส่วนงบประมาณ ปี 70 ต้องรอไปถึงเดือน ตุลาคม ซึ่งไม่ทัน ดังนั้นตนคิดว่าการออกพ.ร.ก. น่าจะเพียงพอ โดยเฉพาะ 2 แสนล้านที่มาช่วยกลุ่มเปราะบาง และการเปลี่ยนผ่านพลังงานยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้วย และ ลดการพึงพาพลังงานของประเทศ เพราะปัจจุบันประเทศไทยพึ่งพา การนำเข้านำมัน ก๊าซธรรมชาติ 8 % ของจีดีพี ซึ่งมากเป็นอันดับต้นๆของเอเชีย



