“พิพัฒน์” ฟื้นโอนย้ายสนามบินภูมิภาคมาให้ ทอท. บริหาร

กดแชร์

“พิพัฒน์” ปิ๊งไอเดีย! สั่ง ทอท.ศึกษาทบทวนแผนโอนย้ายสนามบิน ทย.ให้ ทอท.รับผิดชอบใหม่ทั้งหมด ไม่จำกัดแค่ 3 สนามบินเดิม “กระบี่ อุดรธานี บุรีรัมย์”

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความชัดเจนการดำเนินการเกี่ยวกับโอนย้ายสนามบินสังกัด กรมท่าอากาศยาน(ทย.)ทั้ง 28 แห่ง เพื่อให้อยู่ในความรับผิดชอบของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือทอท.ว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ ทอท. กลับไปทบทวนและศึกษาความเป็นไปได้ในการรับโอนสนามบินจาก ทย.ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ และมีสนามบินใดบ้างที่มีความเป็นไปได้ที่จะโอนความรับผิดชอบจาก ทย. มายัง ทอท. โดยไม่จำกัดอยู่แค่ 3 สนามบิน ประกอบด้วย สนามบินอุดรธานี สนามบินกระบี่ และสนามบินบุรีรัมย์ ตามแผนเดิมที่เคยมีการศึกษาไว้

สำหรับสาเหตุที่ให้มีการศึกษาทบทวนแนวทางแผนแม่บทการโอนความรับผิดชอบสนามบินภูมิภาคจาก ทย. มายัง ทอท. เนื่องจากเพื่อให้ หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงสามารถวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงข่ายการบินของประเทศทั้งหมดให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในระยะยาวได้ และ พัฒนา สร้างโครงข่ายการบินของประเทศให้มีความแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างแท้จริง จึงจำเป็นต้องมองในภาพรวมและมิติด้านยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบการบินของประเทศเป็นหลัก ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมความเหมาะสมเพิ่มเติมอีกครั้ง เพื่อเป็นแนวทางและแผนการพัฒนาที่เหมาะสมในระยะยาว

“การพัฒนาสนามบิน ต้องพิจารณาถึงศักยภาพ การรับโอนนั้นจะต้องคำนึงถึงการพัฒนาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อโครงข่ายการบินในทุกมิติ ทั้งในด้านของการเชื่อมต่อ ด้านการท่องเที่ยว การพาณิชย์ และที่สำคัญคือด้านการบริหารจัดการเชิงธุรกิจของประเทศ การตัดสินใจว่าจะเลือกโอนย้ายสนามบินใดบ้างนั้น สุดท้ายแล้วจะต้องขึ้นอยู่กับผลการศึกษาและความเหมาะสมเป็นหลัก”นายพิพัฒน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก กรมท่าอากาศยาน (ทย.)ซึ่งรับผิดชอบสนามบินภูมิภาคทั้ง 28 แห่ง ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2568 (1 ต.ค. 2567 – 30 ก.ย. 2568) มีผู้โดยสารที่ใช้บริการผ่านขึ้น ลง ผ่านสนามบินในความรับผิดชอบ ทย. ทั้งหมดกว่า 14,230,036 คน และยังมีการคาดการณ์ว่า ในปีงบประมาณ 2569 จะมีผู้โดยสารเดินทางผ่าน เข้า ออกสนามบิน ทย. กว่า 17,134,044 คน และหากพิจารณาในรายละเอียดสนามบินทั้ง 28 แห่ง พบว่ามีสนามบินของ ทย.ที่มีศักยภาพสูงพบว่ามีถึง 6 แห่ง ประกอบด้วย สนามบินสุราษฎร์ธานี อุบลราชธานี ขอนแก่น นครศรีธรรมราช อุดรธานี และกระบี่ ซึ่งแต่ละสนามบินมีผู้โดยสารใช้บริการเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 2,500–5,000 คนต่อวัน โดยเฉพาะกระบี่ มีตัวเลขสูงกว่า 5,000 คนต่อวัน ขณะที่ผลประกอบการทางการเงินของทั้ง 6 แห่ง มีรายได้รวมกว่า 668 ล้านบาท และมีรายจ่ายรวม 548 ล้านบาท

ซึ่งหากนโยบายจะให้มีการโอนย้ายและ ทอท. พิจารณารับโอนย้ายเฉพสะสนามบินที่มีศักยภาพ หรือ สนามบินที่มีกำไรไปอย่างเดียวนั้น มองว่า จะทำให้ ทย. มีการบริหารจัดการที่ยาก เพราะปัจจุบัน ทย. จะนำรายได้สนามบินที่มีกำไร ไปบริหารจัดการดูแลสนามบินที่ไม่มีศักยภาพ หรือ ขาดทุน ซึ่งปัจจุบัน ทย. ได้มีความพยายามที่จะพัฒนาพื้นที่เชิองพาณิชย์ ในสนามบินเพื่อหารายได้เพิ่ม ขณะที่การเก็บค่าธรรมเนียมการใช้สนามบินของผู้โดยสาร หากมีการโอนย้ายสนามบินไป ทอท. ประชาชนจะได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากค่าธรรมเนียมการใช้สสนามบินจะถูกปรับสูงขึ้นจากเดิม นอกจากนั้นเมื่อมีแนวนโยบายให้มีการโอนย้ายสนามบิน ข้อเสียที่ ทย. ได้รับขณะนี้คือ สนามบินที่ถูกกล่าวถึงจะไม่สามารถของบประมาณที่จะเข้ามาพัฒนา หรือปรับปรุงได้เลย เนื่องจากต้องรอความชัดเจนของรัฐบาล

สำหรับแนวคิดการโอนสิทธิ์ให้ ทอท.เข้าไปเป็นผู้รับผิดชอบบริหารจัดการสนามบินของทย. เกิดขึ้นในยุครัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณา โดย ครม.ได้มีมติอนุมัติในหลักการเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2565 ให้มีการโอนสิทธิการบริหารจัดการสนามบินของ ทย. ให้ ทอท.สามารถเข้าไปบริหารจัดการสนามบินภูมิภาค อย่างไรก็ตามพบว่า การดำเนินการดังกล่าวยังไม่สามารถดำเนินการได้ในทันที เนื่องจากขณะนั้ยกรมท่าอากาศยาน ยังอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการเพื่อขอใบรับรองสนามบินสาธารณะจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.)

ส่วนประเด็นการโอนสนามบินของ ทย. ให้ ทอท.เข้ามาบริหารนั้น พบว่ามีปัญหาและอุปสรรคที่ต้องได้รับการทบทวนข้อดีข้อเสียของการดำเนินการดังกล่าวอย่างละเอียด ซึ่งหลังการศึกษารายละเอียด ได้มีข้อสรุปและความเห็นที่ค่อนข้างตรงกันว่า อาจยกเลิกการโอนสิทธิการบริหารจัดการดังกล่าวให้แก่ ทอท.เนื่องจากมาพบว่ามีหลายปัจจัยและข้อจำกัดที่สำคัญหลายด้าน เช่น การโอนย้ายบุคลากรจากภาครัฐมาเป็นรัฐวิสาหกิจ ทั้งเรื่องเงินเดือน และสวัสดิการ ที่ไม่เท่ากัน รวมทั้งการโอนย้ายครุภัณฑ์ต่างๆ และสินทรัพย์ของภาครัฐ ที่ต้องศึกษาข้อกฎหมาย


กดแชร์
ข่าวล่าสุด
- Advertisement -spot_img
Latest Articles