กทท.ผุดแผนสร้างท่าเรือบก 3 จังหวัด ลุยถกภาคธุรกิจนำร่องโปรเจ็กต์ ขอนแก่น-นครราชสีมา-อยุธยา เร่งดันร่างพ.ร.บ.การท่าเรือฯฉบับใหม่
นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินการโครงการท่าเรือบก (Dry Port) ใน 3 จังหวัดประกอบด้วย ขอนแก่น นครราชสีมาและพระนครศรีอยุธยา วงเงินรวม 15,000 ล้านบาทว่า ที่ผ่านมา กทท.ได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการฯแล้วเสร็จ โดยในปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการทบทวนข้อมูลรูปแบบการลงทุนทั้งด้านความคุ้มค่าของการลงทุนและปริมาณสินค้ากับภาคธุรกิจ ซึ่งตามแผนจะดำเนินการจัดทำรูปแบบการลงทุนภายในปีนี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปรูปแบบการลงทุนภายในปี 69
สำหรับรูปแบบการลงทุน คาดว่าจะเป็นการเปิดประมูลให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนกับภาครัฐ (PPP) แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อเสียที่จะต้องใช้เวลาในการดำเนินการนาน ซึ่งกทท.อาจจะต้องมาหารูปแบบการลงทุนอื่นๆเพิ่มเติมที่ทำให้โครงการสามารถขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันจากการศึกษาความเป็นไปได้พบว่าการพัฒนาท่าเรือบกในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดนคราชสีมา ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีศูนย์กระจายสินค้า ซึ่งกทท.อยู่ระหว่างการหารือกับภาคธุรกิจถึงการเชื่อมต่อท่าเรือบกทั้ง 2 จังหวัดขอนแก่นไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระดับภูมิภาค นอกเหนือจากการเชื่อมต่อที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี

นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยผลักดันโครงการท่าเรือบกสำเร็จ คือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ท่าเรือ ฉบับใหม่ ซึ่งจะทำหน้าที่ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายเดิม ที่กำหนดให้ท่าเรือต้องดำเนินการเฉพาะกิจกรรมทางทะเลเท่านั้น สำหรับร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่ จะเปิดโอกาสให้ กทท. สามารถตั้งบริษัทลูกหรือร่วมลงทุนกับหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกับการขนส่งสินค้าทางรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการขนส่งสินค้าจากท่าเรือบกไปยังท่าเรือหลัก คาดว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระที่ 2 ภายใน 1-2 เดือน
ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมากทท. เคยศึกษาและพัฒนาท่าเรือบกในหลายพื้นที่ ปัจจุบันกทท.ยังเล็งเห็นศักยภาพการพัฒนาท่าเรือบกอีก 1 จังหวัด คือ ชุมชนบ้านภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คาดว่าจะใช้งบประมาณ 1,000 ล้านบาท ที่ผ่านมา จากการสำรวจพบว่ามีพื้นที่ดังกล่าวภาคเอกชนมีความต้องการสูงและมีความพร้อมที่จะร่วมลงทุน เพราะเป็นพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่มองเห็นถึงความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ ขณะที่พื้นที่ดังกล่าวในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีกลุ่มภาคนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จำนวนมากที่มีทางรถไฟอยู่แล้ว ทำให้เห็นถึงปริมาณสินค้าและความต้องการใช้งานท่าเรือบก สามารถเชื่อมโยงการขนส่งได้หลากหลาย ทั้งทางรถไฟและทางน้ำผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสัก ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกและประสิทธิภาพในการขนส่ง
อย่างไรก็ตามในการพัฒนาท่าเรือบกจะเพิ่มความสะดวกในการนำสินค้าผ่านด่านศุลกากรและบริหารจัดการตู้สินค้าหลังท่าของท่าเรือหลักให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดในระยะยาวและลดการกระจุกตัวของสินค้า ไม่จำเป็นต้องเข้ามาที่ศูนย์กลางกระจายสินค้าเพียงจุดเดียว (ICD) สามารถรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ในประเทศได้



