คมนาคม เคลียร์ชัดใช้เงิน พ.ร.ก. 4 แสนล้าน เปลี่ยน รถสาธารณะเป็น EV เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ยกระดับความปลอดภัย และลดภาระค่าเดินทางประชาชน
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดย สิริพงศ์ ชี้แจงแผนเปลี่ยน รถสาธารณะเป็น EV หรือรถพลังงานไฟฟ้า ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ยืนยันว่าโครงการนี้จัดทำขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน นำพลังงานสะอาดมาทดแทนเครื่องยนต์สันดาป ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูง ทั้งยังช่วยลดต้นทุนการเดินทาง และยกระดับสวัสดิภาพความปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสาร หลังพบว่ารถสาธารณะจำนวนมากมีสภาพเก่าและอาจไม่ปลอดภัย
กระทรวงคมนาคมได้จำกัดเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าครอบคลุม 7 กลุ่มรถที่มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน ได้แก่:
- รถแท็กซี่และรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์: จำนวน 29,905 คัน
- รถจักรยานยนต์สาธารณะ: จำนวน 68,491 คัน
- รถยนต์สามล้อรับจ้าง: จำนวน 15,834 คัน
- รถโดยสารประจำทาง: จำนวน 12,976 คัน
- รถโดยสารไม่ประจำทาง: จำนวน 11,105 คัน
- รถรับจ้างรับส่งนักเรียน: จำนวน 4,829 คัน
- รถบรรทุกขนส่ง: จำนวน 497,134 คัน
ในส่วนของรถโดยสารองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ยังไม่ได้รวมอยู่ในโครงการนี้ เนื่องจากได้รับการจัดสรรงบประมาณปกติสำหรับการจัดซื้อรถใหม่จำนวน 1,520 คันแล้ว โดยคาดว่าส่งมอบล็อตแรกในเดือนมีนาคม 2570 และวางแผนจะของบประมาณเพิ่มเติมในปี 2571 เพื่อเปลี่ยนรถ ขสมก. ทั้งระบบให้เป็น EV
เปิดตัวเลขความคุ้มค่า
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุถึงการประเมินผลลัพธ์ทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจไว้ว่า หากมีผู้เข้าร่วมโครงการ 50% หรือประมาณ 81,567 คัน จะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 244,015 ตันต่อปี และหากขยายตัวเข้าร่วมถึง 153,140 คัน จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงถึง 419,800 ตันต่อปี
นอกจากประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม การดำเนินงานตามแผนงานจะประหยัดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ราว 212 ล้านลิตรต่อปี ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ และลดค่าใช้จ่ายให้ผู้ประกอบการรวมถึงประชาชนโดยตรง
แจงปมความล่าช้า
ต่อข้อสงสัยเรื่องความเร่งด่วนและขั้นตอนของโครงการ นายสิริพงศ์ ได้ชี้แจงว่า กระทรวงคมนาคมได้จัดทำโครงการและส่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองตามขั้นตอนแล้ว แต่ต้องใช้เวลาในกระบวนการทางกฎหมาย รวมถึงการรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ จึงทำให้โครงการยังไม่สามารถอนุมัติและเริ่มดำเนินการได้ในทันที
พร้อมย้ำชัดเจนว่า งบประมาณก้อนนี้ไม่ได้จัดสรรให้แก่โครงการก่อสร้าง หรือเจาะจงจัดซื้อจากบริษัทผู้รับเหมาเจ้าใดเจ้าหนึ่ง แต่เป็นการจัดตั้งสิทธิประโยชน์เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการเลือกใช้สิทธิ์เปลี่ยนผ่านจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถ EV ได้อย่างอิสระ พร้อมขอความร่วมมือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ช่วยสนับสนุน พ.ร.ก. ฉบับนี้เพื่อประโยชน์ในระยะยาว
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ : “สิริพงศ์” ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้า รถไฟความเร็วสูงไทยจีน



