บีโอไอ เผยไตรมาสแรก ปี 2569 ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนทะลุ 1 ล้านล้านบาท จากกว่า 600 โครงการ มีทั้ง ดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ พลังงานสะอาด เกษตรและอาหาร โลจิสติกส์ และยานยนต์ โดยสิงคโปร์ อังกฤษ และญี่ปุ่นลงทุนสูงสุด ตอกย้ำบทบาทไทยจุดหมายการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ไตรมาสแรก มีการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 624 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1.01 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1.อุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่า 873,741 ล้านบาท 48 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิส โดยบริษัทชั้นนำจากสิงคโปร์ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และมาเลเซีย เช่น บริษัท ติ๊กต๊อก ซิสเต็ม, สกายไลน์ ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส, โกลบอล สวิตช์ และอีโวลูชั่น ดาต้า เซ็นเตอร์ เป็นต้น ช่วยเสริมบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI ของภูมิภาค
2.อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มูลค่า 40,456 ล้านบาท 80 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ใน Data Center เช่น อุปกรณ์เก็บข้อมูล (HDD) อุปกรณ์สื่อสารข้อมูลผ่านแสง (Optical Transceiver) และเซิร์ฟเวอร์สำหรับ AI Data Center โดยบริษัทชั้นนำจากสหรัฐอเมริกา ไต้หวัน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง เช่น บริษัท มัลติ-ฟายน์ไลน์ อิเล็กทรอนิกส์, ซิเลซติกา, อินเวนเทค, แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์, เวสเทิร์น ดิจิตอล สตอเรจ เทคโนโลยีส์, ฟาบริเนท และแคนนอน ไฮ-เทค ซึ่งหลายบริษัทมีฐานการผลิตในไทยอยู่แล้ว และขยายการลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น เพื่อตอบโจทย์เทคโนโลยี AI และความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่
3.อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน มูลค่า 17,103 ล้านบาท 108 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และลม โดยผู้ประกอบการไทย เช่น บริษัทโวลต์ซิงค์ โซลูชั่น, วังขอนขว้าง โซล่าร์ เอนเนอร์ยี, เอ็นพี วัตต์, กาญจนบุรี โซล่าร์ เอนเนอร์ยี, หนองแขม โซล่าร์ เอนเนอร์ยี และบ้านโป่ง โซล่าร์ เอนเนอร์ยี ซึ่งโครงการเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่พลังงานสะอาดและการบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
4.อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร มูลค่า 16,963 ล้านบาท 61 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตทางการเกษตร เช่น การผลิตผลิตภัณฑ์ยางธรรมชาติ แป้งโมดิฟายด์สตาร์ช รวมถึงกิจการเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์โดยบริษัทไทย เช่น บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี, สยาม ควอลิตี้ สตาร์ช และฟาร์มลักษณ์ สะท้อนศักยภาพของไทยในการต่อยอดวัตถุดิบเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงทั้งเพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปตลาดโลก
5.กิจการโลจิสติกส์และบริการที่มีมูลค่าสูง มูลค่า 14,548 ล้านบาท 68 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการขนส่งทางอากาศ เช่น บริษัทการบินไทย, ไทย ไลอ้อน เมนทารี และการบินกรุงเทพ กิจการขนถ่ายสินค้าสำหรับเรือบรรทุกสินค้าของบริษัทบางกอก เกทเวย์ เทอร์มินอล และกิจการขนส่งทางเรืออีกหลายโครงการ
นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน โดยเฉพาะการปรับปรุงสายการผลิตรถยนต์รองรับเทคโนโลยีใหม่ การผลิตยางรถยนต์และยางอากาศยาน และชิ้นส่วนยานยนต์อื่น ๆ รวม13,328 ล้านบาท 63 โครงการ อุตสาหกรรมแร่ โลหะและวัสดุ11,739 ล้านบาท 63โครงการ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ 10,717 ล้านบาท 65 โครงการ อุตสาหกรรมเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ 8,081 ล้านบาท 38 โครงการ
ทั้งนี้ การลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิส ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 870,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 86 ของเงินลงทุนในไตรมาสนี้ สาเหตุเนื่องมาจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคธุรกิจ ทำให้ความต้องการจัดเก็บข้อมูล บริการคลาวด์ และการประมวลผลประสิทธิภาพสูงเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งจำเป็นต้องใช้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ



