“คลัง” ย้ำเดินหน้ามาตราการ TISA ใกล้จบ เคาะกรอบนิ่ง 90% จ่อชง ครม. ภายในปีนี้ เพื่อนำมาใช้ปีภาษี 2570
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังมีความพร้อมที่จะเดินหน้ามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการออมส่วนบุคคล (ทิสา:TISA) โดย หลักเกณฑ์และกรอบแนวคิดมีความลงตัวแล้วกว่า 90% เหลือเพียงการปรับรายละเอียดตัวเลขสิทธิประโยชน์และการเจรจาเงื่อนไขบางประการกับฝั่งตลาดทุนเท่านั้น และเตรียมดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ทันภายในปีนี้ เพื่อให้สามารถบังคับใช้ได้ทันสำหรับปีภาษีปัจจุบัน ซึ่งจะเริ่มกระบวนการยื่นภาษีจริงช่วงต้นปีหน้า จึงยังมีเวลาให้กรมสรรพากรและระบบที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรองรับได้อย่างแน่นอน
ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้มีการเร่งจัดการภารกิจเร่งด่วน เช่น มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม และโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานวงเงินกู้ 2 แสนล้านบาทให้เสร็จสิ้น จากนั้นคลังจะเร่งผลักดันมาตรการทิสา เป็นวาระถัดไป โดยสาระสำคัญของมาตรการนี้ถือเป็นการปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายครั้งสำคัญ จากเดิมที่เน้นให้สิทธิประโยชน์ภาษีเพื่อส่งเสริมตลาดทุนผ่านกองทุนรวม มาเป็นการมุ่งเน้นการออมของผู้เสียภาษีเป็นหลัก พร้อมทั้งช่วยลดความซับซ้อนในการรวบรวมข้อมูลการออมจากหลากหลายแหล่งให้มาเชื่อมโยงและบริหารจัดการได้สะดวกผ่านบัญชีเดียว
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับโครงสร้างสิทธิประโยชน์ทางภาษีจะแยกวงเงินประกันชีวิตและประกันสุขภาพ ที่กำหนดไว้ 100,000 บาท ไว้ออกมา ไม่ให้กระทบสิทธิประโยชน์เดิมของผู้เสียภาษี ขณะที่การออมอื่นเพื่อการเกษียณและบำนาญตลอดจนการลงทุนรูปแบบต่างๆ จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มบัญชีทิสา ซึ่งมีการวางแนวทางปรับเพิ่มวงเงินสิทธิประโยชน์รวมสูงสุดเป็น 800,000 บาท แบ่งเป็นวงเงินหักลดหย่อนภาษีตามปกติ 600,000 บาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 500,000 บาท และไม่มีตัวคูณเกณฑ์รายได้คนรวย คนรายได้น้อยเหมือนก่อนหน้านี้
ส่วนวงเงินพิเศษอีก 200,000 บาทสำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ตามที่ ก.ล.ต. กำหนด ซึ่งแม้จะไม่นำมาหักลดหย่อนภาษีแต่จะได้รับการยกเว้นภาษีจากกำไร หรือแคปิตอล เกน และเงินปันผลทั้งหมดหากถือครองครบตามเงื่อนไข นอกจากนี้ มาตรการใหม่ยังปลดล็อกให้ผู้เสียภาษีสามารถผสมผสานสินทรัพย์การออมและการลงทุนได้อย่างอิสระภายในวงเงิน 600,000 บาท และยกเลิกการจำกัดวงเงินแยกตามประเภทสินทรัพย์
ทั้งนี้ ทำให้สามารถเลือกสัดส่วนการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือหุ้นที่ ก.ล.ต. ประกาศรับรองได้อย่างเสรี อย่างไรก็ดี เกณฑ์รายได้ยังคงเพดานการซื้อสูงสุดไว้ที่ไม่เกิน 15% ของรายได้ตามกฎหมายเดิม ทั้งนี้ผู้เสียภาษียังคงสามารถเลือกลงทุนเกินวงเงินที่กำหนดได้ เพียงแต่ส่วนที่เกินจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี



