รฟท.ยันสัญญาไฮสปีด 3 สนามบินยังมีผลตามกฎหมาย หลังเอกชนยื่นขอยกเลิก เร่งเจรจาหาข้อยุติภายในกรอบ 2 เดือน หากตกลงไม่ได้ให้ศาลชี้ขาด พร้อมศึกษาแผนสำรองรองรับการเดินทางประชาชน หากโครงการต้องสะดุด
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้แก่ สนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา ว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ยังไม่มีการนำเรื่องโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินเข้าสู่การพิจารณา โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายภาพรวมสำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาและข้อพิพาทระหว่าง รฟท. กับเอกชนคู่สัญญาร่วมลงทุน กรณีค่าใช้สิทธิในโครงการแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link) โดยภาครัฐและ รฟท. ยังคงยึดถือสัญญาร่วมลงทุนและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก เพื่อรักษาสิทธิและผลประโยชน์ของ รฟท. และภาครัฐไว้ทุกประการ
นายอนันต์กล่าวว่า เอกชนได้ทำหนังสือแจ้ง รฟท. เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อขอสิ้นสุดสัญญาร่วมลงทุน โดยอ้างเหตุผลตามเงื่อนไขในสัญญาข้อ 6.2 เกี่ยวกับการที่โครงการยังไม่สามารถเริ่มดำเนินงานได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด ขณะที่ รฟท. ได้ทำหนังสือโต้แย้งกลับไปเมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา และเอกชนได้ส่งคำชี้แจงเหตุผลประกอบการขอยกเลิกสัญญากลับมาแล้ว
ทั้งนี้ รฟท. ถือว่าเรื่องดังกล่าวเป็นข้อพิพาทตามสัญญา และได้มีการหารือระหว่างคู่สัญญาครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา โดย รฟท. ขอให้เอกชนยืนยันเจตนาการขอสิ้นสุดสัญญาอีกครั้ง พร้อมชี้แจงเงื่อนไขและเหตุผลที่นำมาอ้างให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถพิจารณาแนวทางดำเนินการตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในสัญญาได้
อย่างไรก็ตาม รฟท. ยืนยันว่า ปัจจุบันสัญญาร่วมลงทุนยังไม่มีการสิ้นสุด และยังคงมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย จึงยังไม่สามารถถือได้ว่าโครงการยุติลงแล้ว แม้เอกชนจะแสดงเจตนาต้องการออกจากสัญญาก็ตาม โดย รฟท. จะดำเนินการโต้แย้งสิทธิในการขอสิ้นสุดสัญญาของเอกชน เนื่องจากเห็นว่าเหตุผลที่กล่าวอ้างยังไม่สามารถนำมาพิจารณายอมรับได้ในชั้นนี้
นายอนันต์กล่าวต่อว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ รฟท. จะพยายามเจรจากับเอกชนเพื่อหาข้อยุติภายใต้กรอบสัญญาร่วมลงทุน หากทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ ก็จะนำผลการเจรจารายงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป แต่หากไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ จำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยใช้สิทธิทางศาลไทยที่มีเขตอำนาจเป็นผู้พิจารณาชี้ขาด
ส่วนกรอบเวลาการดำเนินการนั้น รฟท. ประเมินว่ากระบวนการที่เกี่ยวข้องจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน โดยขณะนี้ดำเนินการมาแล้วเกือบ 30 วัน และได้ดำเนินการขั้นตอนแรกไปแล้ว คือการฟ้องร้องเรียกค่าใช้สิทธิจากเอกชนคู่สัญญา ส่วนขั้นตอนที่เหลือเป็นการพิจารณาประเด็นการขอสิ้นสุดสัญญาของเอกชน และข้อโต้แย้งของ รฟท. ว่าจะสามารถเจรจาหาข้อยุติร่วมกันได้หรือไม่ หากไม่สามารถตกลงกันได้ ก็ต้องให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย
สำหรับเหตุผลที่เอกชนใช้ประกอบการขอสิ้นสุดสัญญา มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเงื่อนไขก่อนเริ่มดำเนินโครงการ โดยเฉพาะการได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งแต่ละฝ่ายมีหน้าที่รับผิดชอบแตกต่างกัน โดยภาครัฐมีหน้าที่เตรียมพื้นที่ให้พร้อมสำหรับการก่อสร้าง ขณะที่เอกชนต้องดำเนินการตามเงื่อนไขการลงทุนที่กำหนดไว้ในสัญญา
ในส่วนของการส่งมอบพื้นที่ รฟท. ยืนยันว่าได้ดำเนินการในส่วนที่รับผิดชอบเสร็จสิ้นแล้ว และมีบันทึกข้อตกลงที่เกี่ยวข้องรองรับ แม้ยังมีพื้นที่บางส่วนที่เคยประสบปัญหา แต่ รฟท. ได้ร่วมกับเอกชนแก้ไขปัญหาไปแล้ว จึงเห็นว่าประเด็นดังกล่าวต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและเงื่อนไขในสัญญา
ขณะที่ประเด็นบัตรส่งเสริมการลงทุน รฟท. ได้หารือกับ BOI เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา และได้รับคำยืนยันว่าเอกชนสามารถยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องไปก่อนได้ โดยการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสัญญาในอนาคตยังสามารถดำเนินการแก้ไขรายละเอียดบัตรส่งเสริมการลงทุนที่ BOI ออกให้ได้ตามขั้นตอนที่กำหนด
นายอนันต์ยอมรับว่า หากเอกชนไม่ประสงค์จะดำเนินโครงการต่อและไม่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนตามแนวทางที่เสนอ ก็จำเป็นต้องพิจารณาว่าการไม่ดำเนินการดังกล่าวมีผลต่อสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาอย่างไร โดย รฟท. ไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าฝ่ายใดเป็นผู้ผิดสัญญา ต้องพิจารณาจากเงื่อนไขและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
นายอนันต์กล่าวว่า สำหรับแนวทางการแก้ไขสัญญา บัตรส่งเสริมการลงทุนเดิมหมดอายุแล้ว และเอกชนมีเรื่องค้างเกี่ยวกับการแก้ไขเงื่อนไขสัญญา แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันยังไม่มีนโยบายชัดเจนที่จะปรับแก้สัญญาตามข้อเสนอของเอกชน เนื่องจากภาครัฐมีภาระการลงทุนในโครงการต่าง ๆ จำนวนมาก ขณะที่เอกชนคู่สัญญายังคงต้องรับผิดชอบความเสี่ยงจากการลงทุนตามที่กำหนดไว้ในสัญญา ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงินหรือเงื่อนไขการดำเนินงานต่าง ๆ
ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องปรับแนวทางแก้ไขปัญหาโครงการ ก็สามารถศึกษาแนวทางอื่นได้ แต่ข้อเสนอที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้อาจไม่ได้รับการพิจารณา เนื่องจากต้องคำนึงถึงภาระการลงทุนของภาครัฐและความเหมาะสมในภาพรวม โดยแนวทางที่เกี่ยวข้องจะต้องนำเสนอต่อ กพอ. ในการประชุมครั้งต่อไป เพื่อพิจารณาทิศทางดำเนินโครงการต่อไป
นายอนันต์กล่าวถึงความจำเป็นของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินว่า การเชื่อมโยงสนามบินหลักด้วยระบบรางยังเป็นปัจจัยสำคัญของโครงข่ายคมนาคม โดยเฉพาะการเชื่อมต่อสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ซึ่งยังมีเส้นทางบางส่วนที่ขาดความต่อเนื่อง รวมถึงการขยายโครงข่ายไปยังสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนาพื้นที่ EEC และเป็นโครงการที่มีความเชื่อมโยงกันในภาพรวม
อย่างไรก็ตาม หากผลการพิจารณาข้อพิพาทนำไปสู่การยุติหรือสิ้นสุดสัญญาร่วมลงทุน รฟท. พร้อมศึกษาแนวทางดำเนินการรูปแบบใหม่เพื่อนำเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่อไป โดยอาจพิจารณาใช้โครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานจากโครงการรถไฟทางคู่ เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงที่ยังไม่สามารถให้บริการรถไฟความเร็วสูงได้
ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวยังเป็นเพียงความเป็นไปได้ที่ต้องศึกษาอย่างรอบคอบ ควบคู่กับการหาข้อยุติของสัญญาเดิม ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ในระหว่างนี้ รฟท. อาจต้องปรับแผนการให้บริการระบบโดยสารในเส้นทางสายตะวันออกเพิ่มเติม เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากโครงข่ายรถไฟที่มีอยู่ได้มากขึ้น
นายอนันต์ ระบุว่าส่วนกำหนดเปิดให้ประชาชนใช้บริการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินนั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถกำหนดเวลาได้อย่างชัดเจน เนื่องจากต้องเร่งแก้ไขข้อพิพาทและหาข้อยุติเรื่องสัญญาก่อน หากมีความจำเป็นต้องเสนอการแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยุติสัญญา จะรายงานต่อ สกพอ. กพอ. และคณะรัฐมนตรีตามลำดับ เพื่อให้มีข้อสรุปและกำหนดแนวทางดำเนินการที่ชัดเจนต่อไป



