วิกฤตพลังงานโลกเป็น โอกาสทองของไทย พลิกเกม

กดแชร์

รัฐรับลูกเอกชน 6 ด้าน ชูโมเดลร่วมทุน PPP ผสานยุทธศาสตร์ 4T ขจัดอุปสรรคการค้า พร้อมปักหมุดแลนด์บริดจ์ระนอง-ชุมพร รับ โอกาสทองของไทย

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง จนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานทั่วโลก รัฐบาลไทยได้เล็งเห็นช่องทางในการพลิกวิกฤตนี้ให้เป็น โอกาสทองของไทย ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยทำหน้าที่ เป็นหมุดหมายใหม่ที่ปลอดภัย และคุ้มค่าที่สุดสำหรับการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ พร้อมเปิดฉากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อทลายทุกข้อจำกัด

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยถึงผลลัพธ์อันเป็นรูปธรรมจากการหารือในกิจกรรม “เอกชนพูด รัฐบาลฟัง” ซึ่งเป็นการระดมสมองระหว่างนายกรัฐมนตรี และตัวแทนภาคเอกชนชั้นนำ โดยทุกฝ่ายมีความเห็นพ้องตรงกันว่า ความผันผวนของพลังงานโลก คือปัจจัยเร่งให้กลุ่มทุนข้ามชาติต้องการกระจายความเสี่ยงและปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) มายังภูมิภาคอาเซียน ซึ่งประเทศไทยมีความพร้อมสูงสุดที่จะรองรับเม็ดเงินเหล่านี้ หากมีการดำเนินนโยบายเชิงรุกอย่างทันท่วงที

พิมพ์เขียวเอกชนเสนอ 6 ด้าน ดันไทยสู่เวทีโลก

จากเวทีหารือดังกล่าว ภาครัฐได้รับข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์จากภาคเอกชนทั้งหมด 6 ประเด็นหลัก เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริง ประกอบด้วย

  1. การเร่งรัดลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด: มุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อป้องกันผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี ซึ่งส่งผลต่อภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการขยายการลงทุนในระบบโซลาร์เซลล์ และการปฏิรูประบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid Modernization)
  2. การยกระดับศักยภาพบุคลากร: เน้นการพัฒนาและเพิ่มทักษะ (Up-skill) แรงงานไทยในด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบดิจิทัล เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของตลาดโลกยุคใหม่
  3. การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่และศูนย์กลางการเงิน: มุ่งเป้าการเติบโตไปที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) เกษตรสมัยใหม่ และดิจิทัล โดยต่อยอดจากฐานข้อมูล Data Center ไปสู่บริการคลาวด์ (Cloud Service) และอุตสาหกรรมต้นน้ำอย่างการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) นอกจากนี้ ภาคธนาคารยังเสนอให้มีการส่งเสริมการควบรวมกิจการ เพื่อสร้างสถาบันการเงินที่แข็งแกร่ง พร้อมก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค (Regional Hub) โดยอาศัยจังหวะที่เงินทุนไหลออกจากตะวันออกกลาง
  4. การทลายข้อจำกัดทางกฎหมายและการอนุมัติ: เอกชนเร่งรัดให้ภาครัฐลดขั้นตอนที่ล่าช้า โดยเฉพาะการอนุญาตใช้ประโยชน์จากที่ดินสาธารณะที่ปล่อยว่าง พร้อมชื่นชมระบบ “BOI Fast Pass” ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดเม็ดเงินลงทุนจริงลงสู่ระบบเศรษฐกิจแล้วกว่า 2 แสนล้านบาท
  5. การจัดตั้งศูนย์ปราบปรามการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม: เพื่อสร้างความโปร่งใส และเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติอย่างยั่งยืน
  6. การบริหารจัดการอัตราเงินเฟ้อและอุ้ม SMEs: การเฝ้าระวังราคาสินค้าที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น พร้อมออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากภาวะชะลอตัว

เดินหน้ากลไก กรอ. ขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์ 4T

นายเอกนิติ ระบุเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีได้วางแนวทางการทำงานต่อจากนี้ โดยจะใช้กลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน 3 สถาบัน (กรอ.) เป็นแกนหลักในการเปลี่ยนข้อเสนอให้เป็นแผนปฏิบัติการจริง สำหรับโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องพึ่งพางบประมาณ จะเน้นการทำสัญญาร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) โดยให้เอกชนเป็นผู้บริหารจัดการและรัฐคอยสนับสนุน คลุมด้วยยุทธศาสตร์ 4T คือ

  • Target มุ่งเป้าหมายที่ชัดเจน
  • Transition การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
  • Transform การปฏิรูปทักษะทรัพยากรมนุษย์
  • Together การบูรณาการร่วมกันระหว่างรัฐ และเอกชน

นอกจากแผนระยะยาวแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องระดับฐานราก โดยพร้อมรับข้อเสนอของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ในการเดินหน้าพัฒนาท่าเรือระนอง และการก่อสร้างเส้นทางรถไฟที่ขาดหาย (Missing Link) เชื่อมต่อระหว่างชุมพรและระนอง เพื่อเชื่อมมหาสมุทรอินเดียและอ่าวไทย ยกระดับให้ประเทศไทยกลายเป็นยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ที่สำคัญที่สุดของอาเซียน

“พลังงานสะอาด” และ “โลจิสติกส์” คือแม่เหล็กดึงดูดทุนข้ามชาติ

ในอดีต นักลงทุนต่างชาติอาจเลือกย้ายฐานการผลิตโดยพิจารณาจาก “ค่าแรงขั้นต่ำ” หรือ “สิทธิประโยชน์ทางภาษี” เป็นหลัก แต่ในบริบทเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน ปัจจัยเหล่านั้นไม่เพียงพออีกต่อไป เทรนด์การลงทุนโลกได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค RE100 (การใช้พลังงานหมุนเวียน 100%) และการกระจายความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Friend-shoring)

  • ความพร้อมด้านพลังงานสีเขียว (Green Energy Availability): บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก เช่น ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ Data Center หรือคลาวด์เซอร์วิส มีข้อผูกพันด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด การที่ประเทศไทยเร่งพัฒนาระบบสายส่งอัจฉริยะ (Smart Grid) และเปิดเสรีพลังงานสะอาด จึงเป็นแต้มต่อสำคัญที่ทำให้ไทยเหนือกว่าประเทศคู่แข่งในอาเซียน
  • จุดยุทธศาสตร์ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Advantage): การเชื่อมต่อโครงข่าย missing link ระหว่างระนองและชุมพร ไม่เพียงแต่ช่วยลดระยะเวลาการขนส่งทางเรือ แต่ยังเป็นการสร้างทางเลือกใหม่ให้กับเส้นทางการค้าโลกที่ไม่ต้องพึ่งพาเพียงช่องแคบมะละกา ซึ่งตอบโจทย์บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ต้องการความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทานสูงสุดในยามที่โลกเกิดวิกฤต

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ : วาง โรดแมป แลนด์บริดจ์ ตั้ง 3 อนุกรรมการเช็กความคุ้มค่า ฟังเสียงประชาชน


กดแชร์
ข่าวล่าสุด
- Advertisement -spot_img
Latest Articles