เปิดข้อมูล จีดีพีไทยปี 69 กระทรวงการคลังหั่นเป้าเติบโตร้อยละ 2.0 หลังพบปัจจัยเสี่ยงงบประมาณปี 70 ดีเลย์ และการส่งออกแผ่วตัว แนะจับตาการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันเศรษฐกิจระยะยาว
กระทรวงการคลังเปิดเผยประมาณการ จีดีพีไทยปี 69 โดยคาดการณ์ว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 2.0 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ 1.5 – 2.5) ซึ่งถือเป็นการเติบโตในอัตราที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่าสาเหตุหลักมาจากมูลค่าการส่งออกที่เริ่มลดความร้อนแรงตามทิศทางอุปสงค์โลก ประกอบกับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่อาจทำให้การบังคับใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ล่าช้าออกไปราว 3 เดือน
สแกนไส้ในเศรษฐกิจ: เมื่อเครื่องยนต์เปลี่ยนทิศ
แม้ตัวเลขภาพรวมจะดูชะลอตัว แต่โครงสร้างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 2569 มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ดังนี้:
- ภาคการท่องเที่ยวเป็นพระเอก: คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยสูงถึง 35.5 ล้านคน ดันรายได้ภาคบริการฟื้นตัวแข็งแกร่ง
- การบริโภค-การลงทุนเอกชนยังไปได้: การบริโภคภาคเอกชนคาดโต 2.5% และการลงทุนภาคเอกชนโต 3.2% จากโครงการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนเริ่มดำเนินการจริง
- การส่งออกประคองตัว: คาดขยายตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ 1.0 ตามปริมาณการค้าโลกที่ชะลอลง
ย้อนรอยปี 68: พยุงด้วยมาตรการรัฐก่อนเข้าสู่จุดปรับฐาน
สำหรับเศรษฐกิจปี 2568 คาดว่าจะจบที่ร้อยละ 2.2 โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศช่วงปลายปีได้กว่า 8.4 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 การลงทุนภาครัฐอาจหดตัวที่ร้อยละ -1.7 จากปัญหาความไม่ต่อเนื่องของงบประมาณ ทำให้รัฐบาลต้องเร่งมาตรการเบิกจ่ายเพื่อลดผลกระทบ
3 ปัจจัยเสี่ยงที่ภาคธุรกิจต้องเตรียมรับมือ
กระทรวงการคลังแนะให้ผู้ประกอบการ และนักลงทุนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการตัดสินใจ:
- นโยบายกีดกันทางการค้า: ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันภาคการส่งออก
- หนี้ครัวเรือนและ SMEs: ความเปราะบางทางการเงินที่อาจจำกัดกำลังซื้อในอนาคต
- ความต่อเนื่องของนโยบาย: เสถียรภาพในช่วงรอยต่อทางการเมืองที่มีผลต่อความเชื่อมั่น
โฆษกกระทรวงการคลังทิ้งท้ายว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างไปสู่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) และดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อเพิ่มพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอต่อความผันผวนในอนาคต
3 อุตสาหกรรมดาวรุ่ง New S-Curve
จากการที่กระทรวงการคลังเน้นย้ำเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อตอบโจทย์ห่วงโซ่อุปทานโลก นี่คือ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจับตามองและมีโอกาสเติบโตสูงในปี 2569
1.อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาด (Green Mobility & Energy) เนื่องจากไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง EV ของภูมิภาค และนักลงทุนที่เวที WEF ต่างให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด
- โอกาสลงทุน: ธุรกิจสถานีชาร์จ (Charging Station), การผลิตแบตเตอรี่, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในรถยนต์ไฟฟ้า และการติดตั้งโซลาร์เซลล์สำหรับภาคอุตสาหกรรม
- ปัจจัยหนุน: นโยบายสนับสนุนจาก BOI และความต้องการลดคาร์บอนของบริษัทข้ามชาติ
2.อุตสาหกรรมดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ (Digital Infrastructure & AI) สอดคล้องกับรายงานที่ไทยครองอันดับ 1 ในอาเซียนด้านการดึงดูดการลงทุน Data Center และการผลักดันกรอบเศรษฐกิจดิจิทัล (DEFA)
- โอกาสลงทุน: ธุรกิจ Cloud Service, การวางระบบความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity), การพัฒนาซอฟต์แวร์ AI สำหรับภาคธุรกิจ และบริการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics)
- ปัจจัยหนุน: การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบของอาเซียน และการลงทุนจากยักษ์ใหญ่ไอทีโลก
3.อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพครบวงจร (Medical & Wellness Hub) เป็นการต่อยอดจากภาคบริการที่คลังคาดว่าจะขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในปี 69 โดยอาศัยจุดแข็งเดิมของไทยที่มีมาตรฐานการแพทย์ระดับสากล
- โอกาสลงทุน: ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ (Wellness Center), เทคโนโลยีการแพทย์ทางไกล (Telemedicine), ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ (Functional Food) และที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ
- ปัจจัยหนุน: การเข้าสู่สังคมสูงวัยทั่วโลก และกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีกำลังซื้อสูง




