คลัง เผย 5 เดือนจัดเก็บรายได้1.04 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้า 1,280 ล้าน ส่งผลทำให้ลดภาษีน้ำมัน ทำได้ยากแน่ หวั่นกระทบฐานะการคลัง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วง5 เดือนของปีงบประมาณ 69 (ต.ค.68 -ก.พ.69) กระทรวงการคลััง จัดเก็บรายได้สุทธิรวมทั้งสิ้น 1.04 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเพียง 1,280 ล้านบาท แต่เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนพบว่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง44,442 ล้านบาท หรือคิดเป็น 4.5%
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ขยายตัวในทิศทางบวกมาจาก 3 ส่วนหลักคือการนำส่งเงินส่วนเกินจากการจำหน่ายพันธบัตรจากการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลรวมถึงการได้รับรายได้เหลื่อมปีจากรัฐวิสาหกิจบางแห่งในช่วงนี้ และที่สำคัญคือรายได้จากภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันเบนซินและดีเซลในอัตรา 1 บาทต่อลิตรซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้รายได้จาก กรมสรรพสามิตพุ่งสูงขึ้น
ทั้งนี้กรมสรรพากรยังคงเป็นกลไกหลักในการหาเงินรายได้ โดยจัดเก็บได้ 813,787 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% จากปีก่อน และสูงกว่าเป้าหมาย 960 ล้านบาท ขณะที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บได้ 234,053 ล้านบาท พุ่งสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 8.3% และสูงกว่าเป้าหมาย 4,623 ล้านบาท ส่วนกรมศุลกากรจัดเก็บได้ 47,166 ล้านบาท ลดลง 3,334 ล้านบาท หรือต่ำเป้าหมาย 1.3% ในส่วนของรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีนั้น รัฐวิสาหกิจทำผลงานได้โดดเด่นโดยนำส่งรายได้รวม 89,068 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 24.4% และสูงกว่าเป้าหมาย 8,674 ล้านบาท และหน่วยงานอื่นจัดเก็บได้รวม 88,132 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.1% และสูงกว่าเป้าหมาย 12,122 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการคืนภาษีของกรมสรรพากรซึ่งสูงกว่าที่ประมาณการไว้ถึง 21,505 ล้านบาท หรือ 13% เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายในการปรับปรุงกระบวนการคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจ นอกจากนี้ยังพบว่ามีการหักเงินจัดสรรภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก 23,258 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้สุทธิสุดท้ายที่รัฐบาลได้รับยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าเป้าหมายเล็กน้อย
ส่วนแนวทางการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อช่วยดูแลราคาพลังงานนั้น อาจทำได้ยากเนื่องจากสถานะการคลัง มีการเก็บรายได้สูงกว่าเป้าหมายเพียงเล็กน้อย และเป็นห่วงว่าในครึ่งปีหลังการจัดเก็บรายได้จะชะลอตัวลงอีกซึ่งหากรัฐมีการลดภาษีจะทำให้รายได้โดยรวมติดลบโดยทันที ซึ่งปัจจุบัน กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีน้ำมัน น้ำมันดีเซลที่ 7.44 บาทต่อลิตร และกลุ่มน้ำมันเบนซินเก็บ 5.85 – 7.50 บาทต่อลิตร โดยประเมินว่า ทุกการปรับลดภาษีลง 1 บาทต่อลิตร จะกระทบต่อรายได้จากการจัดเก็บภาษีน้ำมัน ดีเซลเดือนละ 2,000ล้านบาท และภาษีเบนซินเดือนละ 800ล้านบาท หากรัฐบาลมีการลดภาษีทั้ง 2ประเภทก็จะกระทบเดือนละ 2,800 ล้านบาททันที
นอกจากนี้กรมสรรพสามิตได้ทำแบบจำลองการศึกษาการปรับลดภาษีแบบขั้นบันไดโดยหากรัฐบาลต้องการปรับลดภาษีทั้งเบนซินและดีเซล ลง 1 บาทต่อลิตรรัฐจะสูญเสียรายได้ 2,800ล้านบาทต่อเดือน ลดภาษีดีเซลอย่างเดียวกระทบ 2,000 ล้านบาทหากขยับการปรับลดน้ำมันทั้ง 2 ประเภท เป็น 3 บาทต่อลิตร จะส่งผลให้รายได้ภาษีหายไป 8,400 ล้านบาทต่อเดือน แต่ถ้าลดดีเซลอย่างเดียวจะหายไป 6,000 ล้านบาท กรณีปรับลด 5 บาทต่อลิตรทั้ง2 ชนิดซึ่งเป็นอัตราเดียวสมัยในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน จะกระทบต่อฐานรายได้ภาษีสูงถึง 14,000 ล้านบาทต่อเดือนหากลดดีเซลอย่างเดียวกระทบ 10,000ล้านบาท แต่หากปรับลดดีเซล 7 บาทต่อลิตรจะส่งผลกระทบต่อฐานรายได้ภาษีสูงถึง 14,000 ล้านบาทต่อเดือน



