ยอมรับ ยิ่งวิ่งยิ่งขาดทุน! เล็งแนวทาง ขึ้นค่าตั๋วรถไฟ ตามเพดานใหม่กรมราง หวังสกัดหนี้สะสมปี 69
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยถึงวิกฤตต้นทุนพลังงานที่กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อสถานะการเงินขององค์กร โดยยอมรับว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกทำให้ รฟท. ต้องเผชิญภาวะ “ยิ่งวิ่งยิ่งขาดทุน” จนอาจนำไปสู่มาตรการ ขึ้นค่าตั๋วรถไฟ ตามกรอบอัตราค่าโดยสารขั้นสูง (Fare Ceiling) ที่กรมการขนส่งทางรางกำลังพิจารณาประกาศใช้ ซึ่งการเตรียมขึ้นค่าราคา ในครั้งนี้เป็นผลมาจากต้นทุนค่าน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงถึงเดือนละกว่า 270 ล้านบาท ทำให้โครงสร้างรายได้ปัจจุบันไม่สมดุลกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันการรถไฟฯ มีการใช้น้ำมันดีเซลประเภท B7 เฉลี่ยเดือนละ 8–9 ล้านลิตร แม้จะมีการบริหารจัดการสต็อกน้ำมันอย่างเป็นระบบ แต่ราคาที่อ้างอิงตามตลาดโลกจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้งบประมาณที่ตั้งไว้เดิมไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ที่กำลังจะถึงนี้ แม้ยอดจองตั๋วจะเต็มทุกที่นั่ง แต่ด้วยต้นทุนเชื้อเพลิงที่ขยับขึ้นสูง ทำให้รายได้จากการขายตั๋วในราคาปัจจุบัน ไม่สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการเดินรถได้จริง
นายอนันต์ระบุว่า นอกจากการรอความชัดเจน เรื่องการปรับเพดานอัตราค่าโดยสารจากกรมรางแล้ว รฟท. ยังต้องเร่งหาแนวทางเพิ่มรายได้จากส่วนอื่น (Non-core) เช่น การนำที่ดิน และสินทรัพย์เชิงพาณิชย์มาบริหารจัดการผ่านบริษัทลูก เพื่อชดเชยส่วนต่างต้นทุนที่เกิดขึ้น และลดภาระการขอรับงบประมาณอุดหนุนจากภาครัฐ
ค่าตั๋วรถไฟไม่ได้ปรับขึ้นมานาน
สาเหตุที่การขึ้นค่าตั๋วรถไฟ จึงเป็นเรื่องใหญ่ นั่นเป็นเพราะรถไฟถือเป็น “บริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน” (Public Service Obligation – PSO) ที่มีหน้าที่ดูแลการเดินทางของประชาชน ในราคาประหยัด โดยเฉพาะรถไฟชั้น 3
- ราคาที่ถูกตรึงไว้: อัตราค่าโดยสารรถไฟไทยบางประเภทไม่ได้มีการปรับขึ้นมานานหลายสิบปี เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ทำให้เมื่อเกิดวิกฤตน้ำมันแพง รฟท. จึงต้องแบกรับภาระส่วนต่างนี้แทนประชาชน
- ระบบ Fare Ceiling คือทางออก: การเปลี่ยนจาก “ราคาตายตัว” มาเป็น “ระบบเพดานราคา” จะช่วยให้การรถไฟฯ มีความยืดหยุ่น ในการปรับราคาให้สอดคล้องกับต้นทุนจริงในแต่ละช่วงเวลา คล้ายกับสายการบินหรือรถทัวร์ แต่ยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ เพื่อไม่ให้กระทบประชาชนเกินควร
- การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า: ในระยะยาว การเร่งเปลี่ยนจากรถไฟดีเซลเป็น “รถไฟพลังงานไฟฟ้า” (EV on Rail) คือทางออกที่ยั่งยืนที่สุดในการลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง และช่วยให้ไม่ต้องปรับราคาขึ้น ในระดับที่สูงเกินไปในอนาคต
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ : จิรุตม์ วิศาลจิตร กกต ป้ายแดง ลาออกบอร์ด รฟท. สานต่อเมกะโปรเจ็กต์ราง



