“สภาพัฒน์” เสนอคุมเข้ม “ดาต้าเซ็นเตอร์” ลงทุนในไทย

กดแชร์

“สภาพัฒน์” หนุนคุมเข้ม “ดาต้าเซ็นเตอร์” พบการลงทุนในไทยพุ่งกว่า 7.28 แสนล้าน เปิดดำเนินการแล้ว 42 แห่ง เตรียมประชุมคณะกรรมการนโยบายฯนัดแรก รอนายกฯลงนามตั้ง “เอกนิติ” เป็นประธาน เร่งคลอดหลักเกณฑ์บริหารพลังงาน-น้ำ ป้องกันกระทบภาคครัวเรือน

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอความเห็นว่าการลงทุนดาตา เซ็นเตอร์ ต้องสร้างประโยชน์หนุนเศรษฐกิจไทยระยะยาว ไม่ใช่แค่สร้างประโยชน์ช่วงก่อสร้าง ในหลายประเทศหาทางออกลงทุนร่วมกับสมดุลเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และหนุนซัพพลายเชนในประเทศ

“การลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้เริ่มเกิดข้อกังวลเรื่องของผลกระทบเรื่องของสมดุลทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมทำให้หลายประเทศออกกฎหมาย และหลักเกณฑ์ขึ้นมาควบคุมกิจการนี้”

สำหรับประเทศไทยมีกิจการดาต้าเซ็นเตอร์เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 42 แห่ง และมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น โดยกิจการมีดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์เซอร์วิสยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 36 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 7.28 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานหลักทำหน้าที่กำกับดูแลโครงการในภาพรวมตั้งแต่ต้นจนจบ และไม่มีกฎหมายที่ครอบคลุมลักษณะเฉพาะของดาต้าเซ็นเตอร์

นายดนุชากล่าวถึงแนวทางการกำกับดูแลและการส่งเสริมการลงทุนธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยว่าขณะนี้ สศช.ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ได้นำเสนอเรื่องนี้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายฯเพื่อเริ่มดำเนินการพิจารณาและกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ ในการกำกับดูแลการลงทุนธุรกิจนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

โดยขณะนี้ได้จัดทำหนังสือเสนอแต่งตั้งประธานคณะกรรมการนโยบายฯ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังเป็นประธาน ส่งไปยังนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะมีการลงนามแต่งตั้งอย่างเป็นทางการในเร็วๆนี้

จากนั้นจะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายฯครั้งแรก ทั้งนี้คณะกรรมการชุดดังกล่าวจะมีบทบาทหลักในการกำหนดนโยบายและวางหลักเกณฑ์ทั้งหมดเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อมอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ รับไปปฏิบัติร่วมกัน ไม่ใช่เป็นผู้พิจารณาอนุมัติเพียงรายเดียว

“ปัจจุบันว่ากลไกการพิจารณาอนุญาตสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ยังค่อนข้างกระจัดกระจายและขาดการนิยาม ที่ชัดเจนว่าธุรกิจนี้จัดอยู่ในประเภทอุตสาหกรรมหรือภาคธุรกิจปกติ ส่งผลให้เกิดความหลากหลายในการตั้งสถานประกอบการ เช่น การกว้านซื้ออาคารเก่าในย่านพระราม 9 เพื่อทุบและปรับปรุงเป็น ดาต้าเซ็นเตอร์อีกทั้งผู้ประกอบการบางส่วนที่ไม่ได้ต้องการสิทธิประโยชน์การส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก็สามารถเลี่ยงไปขอใบอนุญาตให้บริการด้านดิจิทัลจากหน่วยงานอื่นอย่าง กสทส. ได้เช่นกัน ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายฯ จึงต้องเข้ามาวางแนวทางควบคุมผู้ประกอบการรายเดิมและกำหนดเกณฑ์
สำหรับรายใหม่อย่างเป็นระบบ”

นายดนุชาชี้ด้วยว่าธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เป็นธุรกิจที่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอัตราการใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำในปริมาณที่สูงมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจอื่นๆ รวมถึงภาคครัวเรือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำที่ถือเป็นความท้าทายขนาดใหญ่และแก้ไขได้ยากกว่าการขาดแคลนไฟฟ้า เนื่องจากไฟฟ้าสามารถส่งผ่านระบบสายส่งเชื่อมโยงกันได้ แต่ทรัพยากรน้ำหากเกิดการขาดแคลนจะกระทบต่อภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมสำคัญอื่นๆทันที

ปัจจุบัน สศช. อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดเงื่อนไขและมาตรการลดผลกระทบต่อส่วนรวม อาทิ การหารือร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อพิจารณาประเด็นความสมดุลของน้ำ และหารือร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อร่วมกำหนดเกณฑ์การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆด้วย

ทั้งนี้การส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องสร้างประโยชน์เชิงโครงสร้างแก่ระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เกิดประโยชน์เฉพาะเพียงแค่ช่วงการก่อสร้างหรือการพัฒนาโครงการเท่านั้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการรายใหญ่ (Hyper Scaler) ที่เข้ามา จะต้องมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศหลังโครงการเสร็จสิ้น

โดยประโยชน์ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อประเทศสามารถพัฒนาซอฟต์แวร์หรือบริการเพื่อนำไปรัน (Run) อยู่บนระบบของดาต้าเซ็นเตอร์ เหล่านั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการเช่าพื้นที่ร่วม (Colocation) หรือรูปแบบการสร้างตามความต้องการเฉพาะ (Build-to-Suit)

นายดนุชากล่าวต่อว่าสำหรับสถิติตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 13% ในรายงานของสัปดาห์ที่ผ่านมาเลขาธิการสภาพัฒน์ระบุว่าตัวเลขดังกล่าวไม่ได้มาจากเม็ดเงินลงทุนของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งหมด แต่เป็นเพียงส่วนเดียวเท่านั้น เนื่องจากสัดส่วนการลงทุนหลักของประเทศยังคงอยู่ในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมในภาคการผลิตจริง ซึ่งรายละเอียดและสถิติเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบต่อจีดีพี และการจ้างงานจากธุรกิจ ดาต้าเซ็นเตอร์ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป


กดแชร์
ข่าวล่าสุด
- Advertisement -spot_img
Latest Articles