พรุ่งนี้! (30 พ.ย.68) นายกฯอนุทิน ลงพื้นที่ “หาดใหญ่”อีกครั้ง 

กดแชร์

รัฐเดินหน้าฟื้นฟู คืนเมืองหาดใหญ่ภายใน 14 วัน เร่งคืนระบบน้ำ–ไฟฟ้า–สัญญาณสื่อสาร พร้อมขนย้ายรถอย่างเป็นระบบ

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.)   กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (30 พ.ย.68)​ เวลา 13.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะนำคณะลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อเร่งขับเคลื่อนการฟื้นฟูเศรษฐกิจ พร้อมรับทราบสถานการณ์จริง และติดตามปัญหาและอุปสรรคที่อาจทำให้การใช้ระเบียบหรือมาตรการเดิมล่าช้า ทั้งนี้เพื่อให้คณะทำงานเห็นปัญหาที่แท้จริง และนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้มากที่สุด

ทั้งนี้ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการปฏิบัติและเร่งรัดติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ โดยสภาพอากาศในขณะนี้มีแนวโน้มดีขึ้น ปริมาณน้ำฝนลดลง หากสภาพอากาศเป็นเช่นนี้ต่อเนื่อง คาดว่าจะสามารถระบายน้ำในพื้นที่ที่ยังท่วมขังให้แห้งได้ภายใน 3–5 วัน และที่ประชุมยังได้เร่งรัดการดำเนินงานด้านประปา โดยคาดว่าวันนี้จะสามารถปล่อยน้ำประปาให้ประชาชนใช้ได้ก่อน 

“นายฯได้กำชับว่า น้ำประปาไม่จำเป็นต้องพร้อมสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งสำคัญคือประชาชนต้องได้น้ำใช้อย่างเร็วที่สุด ดังนั้นวันนี้น่าจะสามารถปล่อยน้ำประปาได้ในทุกพื้นที่ ทั้งนี้ ต้องขออภัยหากในช่วงแรก น้ำอาจไหลเบา หรือยังไม่ใสเต็มที่ เนื่องจากยังต้องซ่อมบำรุงอุปกรณ์กรองน้ำบางอย่างที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และอุปกรณ์บางส่วนยังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม การปล่อยน้ำประปาครั้งนี้จึงเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนเบื้องต้นก่อน” 

ส่วนด้านไฟฟ้า ขณะนี้สามารถกู้คืนได้มากกว่า 80% แล้ว จากจำนวน 700,000 ครัวเรือนในจังหวัดสงขลา เหลือเพียงประมาณ 20,000 ครัวเรือนที่ยังไม่สามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้ เนื่องจากต้องตรวจสอบความปลอดภัยของอุปกรณ์ไฟฟ้าและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

สำหรับการบริหารจัดการในภาพรวม ขณะนี้ อบจ. และเทศบาลได้เดินหน้าแผน Big Cleaning โดยกำหนดจุดย่อยสำหรับทิ้งขยะให้ประชาชน เพื่ออำนวยความสะดวกและลดระยะเวลาในการเดินทาง โดยภาครัฐจะรวบรวมขยะจากจุดย่อยไปทิ้งยังจุดใหญ่ เพื่อให้การทำความสะอาดและการจัดการขยะดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ขณะที่กระทรวงคมนาคม ได้กำหนดจุดขนย้ายรถ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งกระทรวงคมนาคม ตำรวจจราจร บริษัทประกันภัย และหน่วยงานต่าง ๆ ที่ร่วมกันระดมทรัพยากรจากทั่วประเทศ โดยเฉพาะรถลาก นอกจากนี้ยังมีการจัดหมวดหมู่รถอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบและติดตามยานพาหนะ  ทั้งนี้ หลังจากได้รับคำแนะนำของมูลนิธิกระจกเงา ผอ. ศป.ฉก. ได้มอบหมายให้ สทนช. ซึ่งมีภาพถ่ายเรดาร์ภูมิประเทศ กำหนดจุดจอดรถ ซึ่งได้ทำข้อเสนอส่งไปให้กับกรมการขนส่งทางบก คาดว่าจะอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนมากขึ้น

ขนของให้ผู้ประสบภัย

ด้านพลโท วันชนะ สวัสดี โฆษก ศป.ฉก. รายงานสถานการณ์ของ ศป.ฉก. ส่วนหน้าใน 4 ด้านการบริหาร ได้แก่ คน สิ่งของ น้ำ และข่าว โดยขณะนี้ระดับน้ำได้ลดลงแล้ว พื้นที่ส่วนหน้ามีจุดท่วมขังเกินกว่า 30 เซนติเมตรอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก ดังนั้นการดำเนินงานจึงปรับเฟสจากภาวะช่วยเหลือวิกฤตน้ำท่วมเข้าสู่เฟสการฟื้นฟู โดยสัดส่วนงานช่วยเหลืออยู่ที่ประมาณ 30% และงานฟื้นฟูเพิ่มเป็นประมาณ 70% ทั้งนี้ การดูแลระบบสาธารณูปโภคต่าๆน้ำ ไฟ และสัญญาณโทรศัพท์ มีความคืบหน้า85% และบางพื้นที่ฟื่นฟู 100% แล้ว เช่น ระบบไฟฟ้าตามถนนสายหลัก

ด้านการบริหารจัดการคน มีเคสฉุกเฉินเข้ามาทั้งหมดประมาณ 753 เคส และสามารถช่วยเหลือได้ครบ 100% สำหรับการอพยพประชาชน เมื่อวานนี้มีเคสเข้ามา 11,242 เคส ช่วยเหลือได้ราว 95% โดยยังคงเหลือเคสตกค้างถึงวันนี้อีก 1,070 เคส สำหรับการบริหารจัดการศูนย์พักพิง เนื่องจากประชาชนบางส่วนกลับไปยังที่พักอาศัยแล้ว ดังนั้น ศูนย์พักพิงจึงเน้นในเรื่องการรักษาพยาบาล การจัดอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูล (Data Base) เพื่อบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและเป็นปัจจุบัน จำนวนศูนย์พักพิงมีทั้งหมด 16 แห่ง ประชาชนที่กลับเข้าไปทำความสะอาดบ้าน บางส่วนยังไม่สามารถเข้าไปพักอาศัยได้ ศป.กฉ. ส่วนหน้า จึงได้จัดโรงแรม BP อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เป็นโรงแรมเป็นที่พักสำรอง ปัจจุบันมีผู้เข้าพักอยู่แล้ว 20 ห้อง

ด้านการบริหารจัดการสิ่งของและการส่งความช่วยเหลือ ในช่วงฟื้นฟูมีความจำเป็นต้องเฝ้าระวังมิจฉาชีพและเหตุอาชญากรรม จึงมีการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และลาดตระเวนในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงพื้นที่สำคัญและพื้นที่เฝ้าระวัง การรักษาความปลอดภัยดำเนินการโดยตำรวจภูธรภาค 9 และตำรวจจังหวัดสงขลา ร่วมกับทหาร ฝ่ายปกครอง ทำการลาดตระเวนตลอด 24 ชั่วโมง หากเกิดเหตุประชาชนสามารถแจ้งได้ที่ สภ.คอหงส์

ทั้งนี้ เฟสการฟื้นฟูแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ 1. ระยะเร่งด่วน ซึ่งจะเป็นการทำความสะอาด ฟื้นฟูระบบสื่อสาร สาธารณูปโภค และเปิดเส้นทางเพื่อซ่อมบ้านเรือนกรณีฉุกเฉิน 2. ระยะกลาง จะซ่อมแซมบ้านเรือนเต็มกำลัง ทั้งโครงสร้างผนังหลังคา ระบบประปา ไฟฟ้า สาธารณูปโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานพาหนะของผู้ประสบภัย รวมถึงซ่อมถนนสายรองและสายหลัก 3. ระยะสุดท้าย จะฟื้นฟูเต็มกำลัง ซ่อมบ้านเรือนให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ และปรับปรุงถนนและระบบสาธารณูปโภคทั้งหมด

ส่วนของโรงพยาบาลสนาม ปัจจุบันมีทั้งหมด 8 แห่ง สามารถใช้งานได้ พร้อมโรงพยาบาลคู่ขนานนอกพื้นที่ประสบภัยที่จะคอยสนับสนุนบุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทำให้โรงพยาบาลสนามทั้ง 8 แห่งสามารถปฏิบัติงานได้อย่างไม่ติดขัด

การส่งสิ่งของความช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1. การส่งผ่านช่องทางรัฐบาลไปยังพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ 2. การส่งตรงระหว่างส่วนราชการจากพื้นที่ภายนอกเข้าสู่พื้นที่ประสบภัย และ 3. การส่งแบบไม่เป็นทางการ โดยประชาชนจัดจุดแจกจ่ายสิ่งของ โดยภาครัฐจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการส่งต่อความช่วยเหลือ มีจิตอาสาช่วยคัดแยกสิ่งของที่พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ และลำเลียงขึ้นเครื่อง C-130 พร้อมจัดลำดับความเร่งด่วนของสิ่งของ


กดแชร์
ข่าวล่าสุด
- Advertisement -spot_img
Latest Articles