IMF เตือน โลกแตกแยกฉุด GDP ร่วงหนัก ย้ำ “วินัยการคลัง” ปราการด่านแรก รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ สิ่งที่น่าวิตกที่สุดคือ “ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการขาดความร่วมมือ”
นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ร่วมเวที “Thai MOF Flagship Event: Building Resilience in a Fragmented World” ในการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group 2026 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า แม้ความเสียหายจากการแตกแยกทางเศรษฐกิจในปัจจุบันจะยังไปไม่ถึงระดับรุนแรงที่สุดที่ 7% แต่สถานการณ์ยังคงไต่ระดับความเสี่ยงขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่น่าวิตกที่สุดคือ “ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการขาดความร่วมมือ” ซึ่งส่งผลกระทบ 3 ด้านสำคัญ
1.การทำงานที่ซ้ำซ้อน (Duplication) โครงการหรือวิจัยที่ควรทำร่วมกันครั้งเดียวเพื่อประโยชน์ของทุกคน กลับต้องแยกกันทำในหลายพื้นที่
2.นวัตกรรมและความก้าวหน้าที่ล่าช้า (Slower Discovery) ขาดการบูรณาการและการแบ่งปันข้อมูลระหว่างทีมวิจัยระดับสากล ทำให้การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ เกิดขึ้นช้าลง
3.การทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจ (Erosion of Trust) การขาดปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และประเทศชาติ ซึ่งความไว้เนื้อเชื่อใจนี้เป็นรากฐานสำคัญของความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษยชาติ
ทั้งนี้โอกาสนี้ ผู้นำ IMF ได้ย้อนนึกถึงประสบการณ์ส่วนตัวที่เติบโตฝั่งตะวันออกของม่านเหล็กในช่วงสงครามเย็น และจบการศึกษาจาก Karl Marx University ก่อนจะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสถาบันการเงินระดับโลก พร้อมรำลึกถึงเหตุการณ์การประชุมประจำปี IMF และธนาคารโลก ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกได้กลับเข้าร่วมระบบการเงินสากล และสร้างพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่จากการเปิดกว้างและการเชื่อมโยงกัน
นางกอร์เกียวา กล่าวว่า เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคและการเงิน คือ ปราการด่านแรกในการรับมือกับแรงกระแทก หากตำแหน่งทางการคลังสั่นคลอน หรือปล่อยให้เงินเฟ้อหลุดการควบคุม มาตรการความมั่นคงด้านอื่นก็ไม่อาจช่วยเหลือเศรษฐกิจได้
พร้อมกันนี้ ได้กล่าวชื่นชมกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่หลายแห่งที่รักษาวินัยทางการคลังและนโยบายการเงินได้อย่างเข้มงวดตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา รวมถึงประเทศในยุโรปอย่างกรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส ที่เคยผ่านวิกฤตยูโรโซนและเรียนรู้จนกลายเป็นเศรษฐกิจที่มีผลงานดีเยี่ยมในปัจจุบัน ในทางกลับกัน ได้แสดงความห่วงใยต่อประเทศพัฒนาแล้วที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาการขาดดุลและหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น จนภาระดอกเบี้ยจ่ายกลายเป็นภาระหนัก
ขณะที่การปรับตัวของภาคธุรกิจและภาครัฐ ผู้นำ IMF ระบุว่า ประเทศต่างๆ กำลังเผชิญทางเลือกระหว่างการกระจายความเสี่ยง การปิดประตูพึ่งพาตนเอง โดย IMF สนับสนุนการกระจายความเสี่ยงอย่างเต็มที่ พร้อมเสนอตัวเลขวิเคราะห์เชิงนโยบาย ทั้งนี้หากมีการรวมและเชื่อมโยงโครงข่ายพลังงาน (Energy grids) ร่วมกันในตลาดเดียว จะสามารถช่วยลดราคาพลังงานลงได้มากกว่า 10%
นางกอร์เกียวา กล่าวด้วยว่า หากกลุ่มประเทศในเอเชียร่วมมือกันยกเลิกอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barriers) จะสามารถเร่งอัตราการเติบโตของ GDP ได้เพิ่มขึ้นอีก 1.8%



