เจาะขุมกำลัง ส่วนแบ่งตลาดน้ำอัดลม ภาคใต้ หาดทิพย์ลุยโปรดักต์ใหม่ ขยายฐานขวดแก้วทดแทน PET รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง
บมจ.หาดทิพย์ (HTC) ประกาศความสำเร็จในการครอง ส่วนแบ่งตลาดน้ำอัดลม ภาคใต้ สูงถึง 78.2% พร้อมเดินหน้ายุทธศาสตร์เชิงรุกปี 2569 มุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายเครื่องดื่มในบรรจุภัณฑ์ขวดแก้ว เพื่อลดผลกระทบจากราคาเม็ดพลาสติก (PET) ที่ผันผวนตามทิศทางราคาพลังงานโลกอันเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ย้ำชัดยังไม่มีแผนปรับขึ้นราคาสินค้าในระยะสั้นเพื่อรักษาฐานลูกค้า และกำลังซื้อในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้
บริหารต้นทุนเชิงรุก ดัน ขวดแก้ว สู้ศึกราคาพลังงาน
พลตรีพัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 ว่า บริษัทฯ ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะราคาเม็ดพลาสติกที่พุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน กลยุทธ์สำคัญในปีนี้คือการผลักดันบรรจุภัณฑ์ประเภท “ขวดแก้ว” ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 3% ให้เติบโตขึ้นอีก 6-7% เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้กำลังการผลิตและลดการพึ่งพาขวด PET ที่มีสัดส่วนสูงถึง 79% ในปัจจุบัน

เจาะลึกส่วนแบ่งตลาดน้ำอัดลมภาคใต้ และโอกาสการเติบโต
ปัจจุบันหาดทิพย์ถือเป็นเจ้าตลาดที่ไร้คู่แข่งในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงกว่า 90% แม้ในปี 2568 ตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ (NARTD) ในภาคใต้จะเติบโตเพียง 1% จากปัจจัยด้านกำลังซื้อและอุทกภัย แต่หาดทิพย์ยังสามารถทำรายได้รวมได้ถึง 8,258 ล้านบาท และในปี 2569 นี้ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ไว้ที่ 3-5% หรือประมาณ 8,500 ล้านบาท
นวัตกรรมสินค้าใหม่และการจ่ายเงินปันผล
นอกเหนือจากแบรนด์หลักอย่าง Coca-Cola, Fanta และ Sprite แล้ว ในปีนี้หาดทิพย์ยังสร้างความคึกคักด้วยการส่งสินค้าใหม่ลงสนาม เช่น แฟนต้า รสสับปะรด, สไปรท์ ชิลล์ และ มอนสเตอร์ เอ็นเนอร์จี้ เพื่อขยายฐานผู้บริโภคกลุ่มพรีเมียม
ในส่วนของนักลงทุน คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเสนอจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.54 บาท (รวมทั้งปี 0.99 บาท) โดยมีกำหนดจ่ายในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 สะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งแม้จะอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตึงตัว
ขวดแก้ว ทางรอดของอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม
ในมุมมองของการลงทุน และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน การกลับมาใช้ขวดแก้ว (Returnable Glass Bottle) มีข้อดีหลายประการ
- ลดต้นทุนวัตถุดิบ: ขวดแก้วสามารถนำกลับมาล้างและใช้ใหม่ได้หลายรอบ ลดความเสี่ยงจากราคาพลาสติกที่ผันผวนตามราคาน้ำมัน
- รักษาคุณภาพรสชาติ: ขวดแก้วมีความสามารถในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีกว่าพลาสติก ทำให้เครื่องดื่มคงความซ่าและรสชาติได้นานกว่า
- เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: ลดปริมาณขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Plastic) ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ ESG ที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญ
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ : สรุปประเด็นร้อน! BCPG ชี้แจงกรณี Capital Asia Investments ยันไม่มีส่วนร่วมบริหาร



