โกลเบล็ก ชี้เป้า 4 หุ้นยางเด่น สู้ศึกตลาดผันผวน-สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ จับตาประชุม กนง.- FED แนะเก็งกำไรหุ้นกลุ่มยางพารา หลังราคาตลาดโลกพุ่ง
นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ว่า มีโอกาสแกว่งตัวผันผวน โดยคาดการณ์กรอบดัชนีไว้ที่ระดับ 1,420-1,470 จุด สาเหตุหลักมาจากสัญญาณที่บ่งชี้ว่าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านยังคงชะงักงัน ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลว่าสงครามจะยืดเยื้อยาวนานและส่งผลกระทบต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ประกอบกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันต้นทุนพลังงานในวงกว้าง
อย่างไรก็ตามตลาดยังคงได้รับแรงหนุนจากปัจจัยเชิงบวกหลายประการ ทั้งสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สะท้อนผ่านดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการเบื้องต้นเดือนเมษายน ซึ่งปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 52.0 เป็นสถิติสูงสุดในรอบ 3 เดือน ส่วนความเคลื่อนไหวในประเทศ กระทรวงการคลังกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาออก พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท เพื่อรองรับวิกฤตเร่งด่วน โดยคาดว่าจะดำเนินการได้ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม 2569 ซึ่งยังคงยึดกรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 66% ของ GDP ทำให้รัฐบาลยังมีช่องว่างในการบริหารจัดการอีกเกือบ 8 แสนล้านบาทก่อนที่จะชนเพดาน 70%
ขณะเดียวกันสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ก็ยังมีประเด็นที่สร้างความกังวลเพิ่มเติม เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะยังคงตรึงกำลังปิดล้อมท่าเรืออิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าจะบรรลุข้อตกลงร่วมกัน ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงว่ากองกำลังได้เข้ายึดเรือบรรทุกน้ำมันที่เชื่อมโยงกับอิหร่านในมหาสมุทรอินเดีย ด้านเศรษฐกิจสหรัฐฯ เองก็มีตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้นแตะระดับ 214,000 ราย สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ สำหรับผลกระทบในไทย สสว. รายงานว่าดัชนีความเชื่อมั่น SME ในเดือนมีนาคมลดลงจากภาระต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น และประเมินว่าหากสงครามยืดเยื้อ ธุรกิจ SME กว่า 80% จะอยู่รอดได้ไม่เกิน 6 เดือนเนื่องจากมีสายป่านที่จำกัด
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.00% ต่อปีในการประชุมวันที่ 29 เมษายนที่จะถึงนี้ เพื่อประเมินผลกระทบจาก สถานการณ์โลกอย่างรอบด้าน ซึ่งเป็นท่าทีเดียวกับ ธนาคารกลางหลักหลายแห่งทั่วโลก
สำหรับปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงสัปดาห์นี้ ในประเทศจะมีการแถลง ยอดผลิตและ ส่งออกยานยนต์จาก ส.อ.ท. รวมถึงการประชุมกนง. เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย นโยบายในวันที่ 29 เมษายน และการรายงานภาวะเศรษฐกิจ จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังในช่วงปลายเดือน รวมถึงการทยอยรายงานงบการเงิน ในช่วงไตรมาสแรก ของบริษัทจดทะเบียน ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ต้องจับตา ได้แก่ การรายงานกำไรภาคอุตสาหกรรมของจีน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของสหรัฐฯ และยุโรป รวมถึงการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันที่ 28 เมษายน และไฮไลต์สำคัญที่สุดคือ การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ในวันที่ 28-29 เมษายน ซึ่งตลาดจะทราบผลการตัดสินใจ เรื่องอัตราดอกเบี้ยในช่วงเช้าของวันที่ 30 เมษายนนี้
ด้าน นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยบวก โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจยางพาราที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคายางพาราในตลาดโลกที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ได้แก่ STA, NER, TRUBB และ TEGH เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในช่วงสัปดาห์นี้



