ผวาสงคราม! หุ้นดิ่งพสุธา ติดลบกว่า 61 จุด นักลงทุนแห่ทิ้ง ปิดตลาดเหลือ 1466 จุด ทรีนีตี้ คาดเงินไหลเข้าพันธบัตร-ทองคำ แนะเก็งกำไร PTTEP
ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประจำวันที่ 2 มีนาคมว่า วันนี้ดัชนีหลักทรัพย์ปรับลงแรงรับสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง โดยเมื่อเปิดตลาดดัชนีปรับลดลงทันทีจาก 1,528.26 จุด (ดัชนีวันก่อนหน้า) และทยอยปรับลดลงตลอดทั้งวัน โดยเมื่อปิดตลาดดัชนีหลักทรัพย์ปรับลดลงรวม 61.75 จุด หรือลดลง 4.04% โดยปิดตลาดวันนี้ดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,466.51 จุดด้วยมูลค่าซื้อขายรวม 113,077.79 ล้านบาท โดยนักลงทุนในประเทศซื้อสุทธิ 8,276.17 ล้านบาท และนักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 656.51 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 5,995.26 ล้านบาท และบัญชีหลักทรัพย์ขายสุทธิ 1,624.40 ล้านบาท
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยทิศทางการลงทุนหุ้นไทยในเดือนมีนาคม 2568 ว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่เกิดขึ้นใหม่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจะทำให้ Global risk sentiment ได้รับผลกระทบเชิงลบในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้ด้วย คาดว่าสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหลายโดยเฉพาะหุ้นมีโอกาสที่จะถูดลดสถานะโดยนักลงทุน ส่วนสินทรัพย์ที่อาจได้รับการโยกย้ายเงินลงทุนเข้ามาแทน มองไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น พันธบัตร ทองคำ รวมถึงการเก็งกำไรในสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีความกังวลด้านอุปทาน เช่น น้ำมัน ซึ่งน่าจะทำให้กลุ่มน้ำมันของไทยโดยเฉพาะ Upstream อย่าง PTTEP ปรับตัวขึ้นในวันนี้ได้
นายณัฐชาต กล่าวว่า ในสถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้น ผู้ที่ยังคงถือครองหุ้นไทยในระดับสูง เรายังคงแนะนำให้ใช้จังหวะนี้ในการขายทำกำไร และลดพอร์ตการลงทุนลง แต่หากต้องการลงทุนจริง มองไปยังกลยุทธ์ Mix & Match ระหว่างหุ้นขนาดใหญ่ และหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ที่ยังพอมี Upside ทางด้าน Valuation หลงเหลืออยู่บ้าง
ทั้งนี้หุ้นกลุ่มที่ใช้กลยุทธ์ Mix & Match ประกอบด้วย 1. กลุ่มค้าปลีก ได้แก่ CPAXT, HMPRO 2. กลุ่มไฟแนนซ์ ได้แก่ KTC 3. กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ CCET 4. กลุ่มธนาคาร ได้แก่ KKPและ 5. กลุ่มหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ได้แก่ COCOCO, ILM, KLINIQ, SABINA, TFM

สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือนมีนาคม ประเมินว่า Upside ของ SET Index อยู่ในระดับที่จำกัดด้วยเรื่องของ Valuation แล้ว โดยที่ระดับ 1,530 จุด นั้นถือเป็นระดับดัชนีที่เหมาะสมตามวิธี PE Model ในกรณีดีสุดที่รวมผลของปรากฏการณ์ PE Expansion จากการลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งล่าสุดไปเป็นที่เรียบร้อย ประเมินข่าวดีที่เคยคาดหวังมาทั้งหมดก่อนหน้านี้ ได้เกิดขึ้นและสะท้อนอยู่ในราคาดัชนีปัจจุบันเรียบร้อยหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ คำพิพากษายกเลิกภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์ ตามกฎหมาย IEEPA หรือการลดดอกเบี้ยนโยบายที่น่าจะเกิดขึ้นเพียงแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวของปี
ขณะที่การลงทุนในเดือนมีนาคม นักลงทุนจะต้องติดตามปัจจัยสำคัญอื่นๆ อีก ได้แก่การประชุมของธนาคารกลางประเทศต่างๆ เช่น การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันที่ 17-18 มีนาคม ซึ่งเราคาดการณ์ว่า Fed จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.50-3.75% ต่อไป การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ในวันที่ 18-19 มีนาคม ซึ่งล่าสุดนักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่า BoJ จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.75% ส่วนในวันที่ 19 มีนาคม จะมีการประชุม
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งล่าสุดนักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่า ECB จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับเดิม และการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่า BoE จะมีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 3.50%สำหรับปัจจัยในประเทศ ให้จับตาการจัดตั้งรัฐบาลไทยหลังการเลือกตั้ง ว่าจะเกิดขึ้นได้เร็วและมีอุปสรรคใดหรือไม่ และความเสี่ยงที่หุ้น DELTA อาจถูกขึ้นบัญชี Trading alert หากราคายังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง



