ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ.NaCGA หวังพลิกโฉมกลไกค้ำประกัน ดันคนไทยและเอสเอ็มอี เข้าถึงสินเชื่อแหล่งทุน เมื่อพ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ ต้องยุบ “บสย.”ภายใน 1 ปี เพราะทำหน้าที่คล้ายกัน
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ พ.ศ. …. เพื่อก่อตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA:นากก้า ) ให้เป็นกลไกสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs โดยร่าง พ.ร.บ. นากก้า มี 8 หมวด 132 มาตรา เมื่อครม.อนุมัติแล้ว จะส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว คาดว่าใช้เวลา 30-45 วัน เพื่อส่งมาให้ครม.อนุมัติอีกครั้ง เพื่อนำเข้าวาระการพิจารณาของรัฐสภา เชื่อมั่นว่าจะทันพิจารณาและมีผลบังคับใช้ในรัฐบาลชุดนี้อย่างแน่นอน
สำหรับนากก้านั้น จะเป็นหน่วยงานรัฐ แต่ไม่ใช่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ แต่จะทำหน้าที่ประเมินความเสี่ยงและค้ำประกันเครดิตให้ประชาชนที่ขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank ) จากในอดีตประชาชนไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ เนื่องจากไม่มีหน่วยงานค้ำประกันสินเชื่อเหมือนเอสเอ็มอีที่มีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) มาช่วยค้ำประกันให้ ดังนั้นเมื่อพ.ร.บ.นากก้าผ่านและมีผลบังคับใช้ ประชาชนสามารถมายื่นเรื่องขอใบค้ำประกันเครดิตได้ และเมื่อได้รับแล้วสามารถนำไปยื่นขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินได้ทันที

นอกจากนี้เมื่อพ.ร.บ.นากก้ามีผลบังคับใช้แล้ว ภายใน 1 ปี จะต้องควบรวบหรือยุบ บสย.ให้มาอยู่ภายใต้องค์กรนากก้า เนื่องจากมีพันธกิจคล้ายๆกัน เดิมบสย.ค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอี และนากก้า ค้ำประกันสินเชื่อบุคคล ดังนั้นควรจะรวมอยู่ที่เดียว เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและเอสเอ็มอี โดยเบื้องต้นจะมีทุนประเดิมจากรัฐราว 10,000 ล้านบาท โดยแหล่งทุนจากมาจาก 3 ส่วนคือ เงินอุดหนุนจากรัฐบาล , ค่าธรรมเนียมการค้ำประกันจากผู้ประกอบการ และ เงินสมทบจากธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ทำให้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพางบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว
“กระทรวงการคลังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงแหล่งทุนและสร้างขีดความสามารถของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีรายย่อย ซึ่งการจัดตั้งนากก้า ไม่เพียงยกระดับกลไกการค้ำประกันสินเชื่อเท่านั้น มีแต่ยังจะเป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่สำหรับการระดมทุนของภาคธุรกิจไทย เพื่อส่งเสริมและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนด้วย”



