สศช.ปรับเป้าจีดีพี ปี68 โต 2% จากเดิม 1.8% เหตุมีความชัดเจนเรื่องภาษีสหรัฐฯมากขึ้น แต่ยังต้องเฝ้าระวังความไม่แน่นอนของมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 2 ปี 2568 ขยายตัว 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ชะลอลงจาก 3.2% ในไตรมาสแรก แต่หากปรับผลของฤดูกาลขยายตัว 0.6% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้ครึ่งปีแรกของปีนี้เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ย 3.0% ขณะเดียวกัน สศช.ได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยตลอดปี 2568 จากช่วง 1.3–2.3% มีค่ากลาง 1.8% เป็นขยายตัว 1.8–2.3% มีค่ากลาง 2% เนื่องจากเวลานี้ชัดเจนมากขึ้นว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้น่าจะขยายตัว 3% และปริมาณการค้าโลกขยายตัว 2.7%
สำหรับการปรับคาดการณ์ขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจาก 1.8% เป็น 2% มาจากสถานการณ์ตอนนี้มีความชัดเจนมากขึ้นเรื่องที่สหรัฐจะจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal tariffs) กับสินค้านำเข้าทั่วไปจากไทยในอัตรา 19% ต่างจากการแถลงครั้งก่อนเดือนพ.ค.ที่ยังมีความไม่แน่นอนของการค้าโลกและภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯที่ส่งผลต่อการส่งออก ขณะเดียวกัน จากครึ่งปีแรกที่ขยายตัวไปแล้ว 3% ในช่วงของครึ่งปีหลังการขยายตัวของเศรษฐกิจก็จะน้อยกว่าครึ่งปีแรก เพราะทั้งปีประเมินว่าจะขยายตัว 2%”
สำหรับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ที่ 2.8% ได้แรงหนุนจากการส่งออกที่ยังขยายตัวสูงถึง 15% มากกว่าที่คาดการณ์เดิม สศช.จึงปรับเพิ่มประมาณการทั้งปีจาก 1.8% เป็น 5.5% ขณะที่การลงทุนรวมขยายตัว 5.8% โดยการลงทุนเอกชนกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส โดยขยายตัว 4.1% ด้านการลงทุนภาครัฐ ยังขยายตัวต่อเนื่อง 10.1% แม้จะชะลอตัวจากไตรมาสก่อน 26.3% แต่ยังสูง ภาคเกษตรกรรมขยายตัว 6% แต่ราคาลดลง 11.7% อุตสาหกรรมขยายตัว 1.7% การขายส่ง ขายปลีก ขยายตัว6.2% ส่วนการบริโภคภาคเอกชน ชะลอลงเหลือ 2.1% จากการใช้บริการโรงแรม ร้านอาหารและขนส่งลดลง นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 12.2% และการก่อสร้างภาคเอกชนติดลบต่อเนื่องไตรมาสที่ 5 โดยลดลง 2%
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 แม้สหรัฐฯประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้สินค้าจากไทยอัตรา 19% ทำให้ข้อกังวลคลายตัวลงในระดับหนึ่ง แต่ก็อยู่นิ่งเฉยไม่ได้ ประเทศไทยยังต้องปรับตัว โดยเฉพาะกฎระเบียบต่าง ๆ ด้านการส่งออกเพื่อให้แข่งขันต่อไปได้ และต้องติดตามความเสี่ยงเกี่ยวกับและมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนที่อาจมีเพิ่มเติมในช่วงถัดไป และมีประเด็นสินค้าสำคัญที่มีความเสี่ยงเป็นทางผ่านระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ประกาศรายการสินค้าเฝ้าระวังแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าไทยส่งออกไปสหรัฐฯ 49รายการ มีมูลค่าส่งออกรวมประมาณ 80.6% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ยางรถยนต์ แผงวงจรพิมพ์ อลูมิเนียมขึ้นรูป จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐต้องตรวจสอบการเข้ามาสวมสิทธิอย่างเข้มงวด เพื่อลดความเสี่ยงที่จะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราสินค้าส่งผ่าน (Transhipment Rate) ที่ 40%
นอกจากนี้ ต้องให้ความสำคัญกับการฟื้นตัวภาคท่องเที่ยว โดย สศช.ประมาณการว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยเพียง 33 ล้านคน ลดลงจากเดิมที่คาดไว้ 37 ล้านคน สร้างรายได้ 1.57 ล้านล้านบาท โดยนักท่องเที่ยวจีนจากที่คาดไว้กว่า 6 ล้านคน คงเหลือเพียง 4 ล้านคน



