กกร. ห่วงความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน ยืดเยื้อ กระทบเศรษฐกิจโลกปั่นป่วน พร้อมทำงานร่วมภาครัฐ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจและประชาชนอย่างเร่งด่วน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 4 มี.ค. 69 คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ร่วมแถลงข่าวประจำเดือนมี.ค.69 โดยมีนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโสสมาคมธนาคารไทย
โดยนายเกรียงไกร กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก โดยราคาน้ำมัน ราคาก๊าซธรรมชาติ ในตลาดล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้น และมีแนวโน้มจะยังอยู่ในระดับสูงในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า นอกจากนี้ยังกระทบการขนส่งสินค้ารวมถึงสินค้าพลังงานทางเรือและการเดินทางทางอากาศ ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งจากราคาพลังงานในประเทศซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจและครัวเรือนที่จะสูงขึ้น รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวในระยะที่เที่ยวบินที่ผ่านตะวันออกกลางถูกยกเลิก
ในเบื้องต้นสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ประเมินว่าการสู้รบในตะวันออกกลางอาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2569เติบโตได้เพียง 1.3%-1.6% ต่ำกว่าค่ากลางของการประเมินเดิมที่ 2.0% และต่ำกว่าประมาณการเดิมของ กกร. ที่ 1.6%-2.0% โดย กกร. จะมีการทบทวนต่อไป
ทั้งนี้กกร.ให้ความสำคัญในการเตรียมแนวทางรับมือจากผลกระทบที่เกิดขึ้นร่วมกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้ร่วมประชุมหารือกับนายกรัฐมนตรี หน่วยภาครัฐต่างๆ เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมการรับมือ รวมถึงการสร้างโอกาสจากการที่ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ด้านการต่างประเทศที่ดี ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและการส่งออก เช่น ด้านความมั่งคงทางอาหาร (Food Security) และบริการด้านสุขภาพ (Medical Hub) เป็นต้น โดยภาพรวมหน่วยงานภาครัฐได้กำหนดมาตรการรับมือแต่ละมิติอย่างครอบคลุม อาทิ การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ การช่วยเหลือประชาชนและแรงงานไทย การบริหารจัดการเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมัน ตลอดจนการบริหารต้นทุนค่าขนส่ง เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจและประชาชนอย่างเร่งด่วน
“กกร. ยินดีสนับสนุนการดำเนินงานด้านต่างๆ ของภาครัฐ พร้อมทั้งช่วยสื่อสารข้อมูลและข้อเท็จจริงจากภาครัฐไปยังภาคธุรกิจและภาคประชาชน ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถวางแผนรับมือสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ข้อมูลปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า ปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทยอยู่ในระดับ60 วัน ซึ่งถือเป็นระดับที่เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีเหตุจำเป็นต้องกักตุน แต่ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้พลังงานอย่างประหยัด เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน
สำหรับประเด็นความไม่แน่นอนจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ กลับมาอีกครั้ง ภายหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินให้ Reciprocal Tariffs ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ นำมาตรา 122 มาใช้ชั่วคราวสำหรับ Universal Tariff ที่ 10% ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีแนวโน้มบังคับใช้ Sectoral Tariffs รวมถึง ขยายผลมาตรา 301 และ 338 ในประเด็นการสวมสิทธิ์ของสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ทำให้สินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ จะเผชิญกับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า โดยปี 2568 ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ สรอ. เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่เกินดุล 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ สรอ.
ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยมีสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศ กกร. มุ่งหวังว่ารัฐบาลใหม่จะใช้โอกาสจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้งในการรับมือกับสถานการณ์ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไปพร้อมกับการบรรเทาผลกระทบที่มีต่อภาคธุรกิจและครัวเรือนจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นในระยะสั้น พร้อมทั้งเร่งกระบวนการงบประมาณเพื่อให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับปรุงกฎระเบียบ เน้นเรื่องการ Upskill – Reskill แรงงานมาเข้าระบบเพิ่มเติม ตลอดจนบริหารจัดการประเด็นการต่ออายุแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย และมีนายจ้างที่ถูกต้องให้มีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการของภาคธุรกิจ รวมทั้งเร่งสนับสนุนการลงทุนใหม่ที่ยกระดับประสิทธิภาพ เพื่อสร้างการเติบโตและความสามารถในการแข่งขัน ตามแนวทาง “Reinvent Thailand”



