รัฐ เดินหน้าสกัดเงินเทา-บาทแข็ง แก้ปัญหาฟอกเงิน เปลี่ยนสวรรค์การฟอกเงินให้กลายเป็นนรกของการฟอกเงิน หลัง 20 ม.ค.นี้ ตรวจสอบค้าขายทองออนไลน์
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ได้เร่งหามาตรการปิดช่องโหว่เงินดำ-เงินเทา และการกำกับดูแลที่เข้มงวด เพื่อแก้ไขปัญหาฟอกเงิน และเปลี่ยนจากที่ไทยถูกกล่าวหาว่าเป็นสวรรค์การฟอกเงินให้กลายเป็นนรกของการฟอกเงิน ซึ่งการเชื่อมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็น Data Bureau นั้นจะทำให้การตรวจสอบที่มาของเงินได้อย่างรวดเร็ว
“การทำ Data Bureau จะทำให้เห็นภาพของเส้นทางเงินดำ เงินเทา ที่มาหลอกลวงคนไทย หลอกคนต่างชาติ ดังนั้นเมื่อเห็นเส้นทางการเงินที่หลอกลวงแล้ว ต้องเร่งแก้ปัญหาโดยเร็ว”

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ขณะนี้ร่างประกาศการกำกับการซื้อขายทองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ใกล้จะมีผลบังคับใช้แล้ว คาดว่าหลังวันที่ 20 ม.ค.นี้เป็นต้นไป ธปท.จะสามารถตรวจสอบข้อมูลการซื้อขายทองที่น่าสงสัย ที่มีผลต่อค่าเงินบาทให้แข็งค่าได้ รวมถึงมีข้อสงสัยเกี่ยวข้องกับเงินเทาได้ด้วย
ส่วนการกำหนดการนำเงินเข้าประเทศ จากเดิมนำเข้าเสรี ไม่ต้องแจ้งที่มาของเงินและรายได้ แต่จากนี้ไป หากนำเงินตราต่างประเทศ กลับเข้าประเทศไทย เกิน 200,000 บาท ต้องรายงานที่มาของเงินนั้นด้วยเอกสารหลักฐานชัดเจน สำหรับการแลกเปลี่ยนเงินตรานั้น กำหนดให้แลกได้ไม่เกินวันละ 800,000 บาทต่อคนต่อวัน จากเดิมไม่ได้กำหนดวงเงินแต่อย่างใด ซึ่ง 2 เรื่องนี้ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว

“การตรวจสอบการซื้อขายทองคำ เพราะเป็นต้นเหตุของการทำค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น เนื่องจากบางวันการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากกว่าการซื้อขายในตลาดหุ้น และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นทุกวันด้วย และที่ผ่านมาการซื้อขายทอง ไม่มีการกำกับดูแลแต่อย่างใด เนื่องจากประเทศไทย ต้องการเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีของโลก แต่เมื่อทอง ทำให้ค่าเงินบาทแข็ง ทำให้ธปท.ต้องเข้ามากำกับดูแล”
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในเร็วๆ นี้ กระทรวงการคลัง จะออกประกาศให้อำนาจธปท. กำกับดูแลการซื้อขายทองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และต้องรายงานข้อมูลการซื้อขายต่อกรมสรรพากร เช่นเดียวกับการซื้อสินค้าอื่นๆผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ หากพบความผิดปกติของการซื้อขายกรมสรรพากร จะเข้าไปตรวจสอบทันที
นอกจากนี้ยังได้เตรียมการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งกรมสรรพากร อยู่ระหว่างเตรียมการดำเนินการเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) แต่ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า เป็นรัฐบาลรักษาการ สามารถดำเนินการได้หรือไม่ ขณะเดียวกันกรมสรรพากร จะส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบร้านทอง ที่มีการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ด้วย เพื่อความเข้มข้นในการตรวจสอบสกัดการเก็งกำไรทอง ที่ไม่มีการซื้อทองจริง นอกจากนี้กรมศุลกากร จะต้องไปพิจารณาภาษีนำเข้าทองด้วย ว่าหากจัดเก็บภาษีทองในอัตราที่เหมาะสมจะเป็นเท่าใด

“จากการทำงานตลอด 3 เดือนผ่านของคณะกรรมการฯ ทำให้เห็นว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ซึ่งมาจากทั้งทองและสินทรัพย์ดิจิทัล จากเดิมไม่มีการกำกับ แต่จากนี้ไปจะเข้มข้นในการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งธปท. และสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) และปปง.”
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ในส่วนการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล กำลังร่วมมือกับ ปปง. เข้าไปดูแลส่วนเส้นทางสินทรัพย์ดิจิทัล บัญชีที่ ก.ล.ต.ยังกำกับดูแลไม่ได้ โดยจะต้องเชื่อมโยงกับบัญชีที่มีทราเวล รูล เพื่อให้รู้ที่มาที่ไปของเงิน คาดว่าจะชัดเจนภายในไตรมาส 1 ของปี2569นี้



