“กอบศักดิ์”เกาะติดภาษีสหรัฐฯใกล้ชิด นับถอยหลังอีก 5 วันเท่านั้น

กดแชร์

“กอบศักดิ์” มองเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังหดตัวแน่ เผชิญความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งภาษีทรัมป์-ปัญหาชายแดนกัมพูชา ฉุดยอดนักท่องเที่ยวลด  เกาะติดภาษีสหรัฐฯใกล้ชิด นับถอยหลังอีก 5 วันเท่านั้น

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยภายงานโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ (พศส.) ปี 68 ในหัวข้อ “เกมเศรษฐกิจโลก: นโยบายการเงินของมหาอำนาจและผลกระทบต่อไทย” ว่า ครึ่งปีหลังนี้ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลงอย่างแน่นอน เนื่องจากต้องเผชิญปัญหาภาษีสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีความชัดเจน ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา กระทบต่อการตัดสินใจการมาท่องเที่ยวไทยของต่างชาติ และเชื่อว่ายอดนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายอย่างแน่นอน

สำหรับภาษีทรัมป์นั้น ขณะนี้หลายฝ่ายเกาะติดสถานการณ์มาก เนื่องจากเหลือระยะเวลาอีก 6 วันเท่านั้น ที่จะรู้ผลว่าการเจรจาของทีมไทยแลนด์สำเร็จหรือไม่ หากไม่สำเร็จประเทศไทยก็ต้องถูกสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีตอบโต้นำเข้าในอัตรา 36% ถือเป็นอัตราที่ภาคเอกชนแบกไม่ไหวแน่ ดังนั้นได้แต่หวังว่าการเจรจาของทีมไทยแลนด์จะส่งผลดีต่อประเทศ และเศรษฐกิจของไทยอย่างแน่นอน โดยอัตราที่เอกชนพอรับไหวแข่งขันกับคู่แข่งได้ อยู่ที่ 25%

“หากไทยโดนเก็บอัตราภาษีที่ 36%  จะส่งผลกระทบหนักโดยเฉพาะภาคการส่งออก ซึ่งไทยพึ่งพาการส่งออกถึง 60% ไทยจะไม่มีรายได้ในอนาคตและจะส่งผลกระทบระยะยาว อีกทั้งคู่แข่งในภูมิภาค อาทิ อินโดนิเซีย เวียดนาม ญี่ปุ่น สามารถปิดดีลอัตราภาษีที่ 15-20% จะส่งผลทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า  ขณะที่บริษัทหลายแห่งที่กำลังมองหาประเทศที่ลงทุน ซึ่งมีเวียดนาม อินโดนิเซีย ไทย เป็นคู่แข่ง  และถึงแม้ในช่วงครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.68) จะมีคำขอส่งเสริมการลงทุน มากกว่า 1 ล้านล้านบาท แต่ยังไม่ตัดสินใจลงทุน เนื่องจากรอดูผลการเจรจาภาษีทรัมป์  หากจัดเก็บภาษี 36% จริง นักลงทุน อาจต้องทบทวนการลงทุนในไทยใหม่ก็เป็นได้  ดังนั้นได้แต่หวังว่าทีมไทยแลนด์​จะเจรจาได้อัตราภาษีที่เหมาะสม ส่วนเม็ดเงินที่รัฐบาลเตรียมไว้ 200,000 ล้านบาท เตรียมรับมือภาษีทรัมป์นั้น อาจไม่เพียงพอต่อการรับมือ จึงจำเป็นต้องหามาตรการอื่นๆ รับมือ”

นายกอบศักดิ์ กล่าวต่อว่า จากนี้ไปเสียงของการเลือกข้าง ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ด้วยเกมเศรษฐกิจโลกของ 2 มหาอำนาจ จะถูกหยิบยกในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต เช่นเดียวกับประเทศไทย เชื่อว่าจะถูกถามคำถามนี้เช่นกัน ทั้งกรณีฐานทัพที่พังงา หรือโครงการในพื้นที่อู่ตะเภาในอนาคต ดังนั้น ประเทศไทยควรเตรียมจุดยืนของตนไว้ให้พร้อม โดยเฉพาะจุดยืนที่ไม่เลือกข้าง และรักษาความเป็นกลางให้ได้มากที่สุด

“ถ้าไทยเข้าข้างสหรัฐฯ​ บริษัทที่อยากค้าขายกับจีนก็อาจไม่กล้ามาลงทุน ถ้าหากมีความชัดเจนว่าเข้าข้างจีน บริษัทที่ค้าขายกับสหรัฐฯหรือยุโรปก็อาจลังเล ดังนั้น ความเป็นกลางคือคำตอบที่ดีที่สุดในสถานการณ์นี้ และควรเริ่มพูดคุย ถกเถียง และตกผลึกแนวคิดกันให้มากขึ้นตั้งแต่ตอนนี้  ทั้งนี้จุดยืนเรื่องความเป็นกลางจะไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจระยะยาวของไทย แต่ยังช่วยให้ประเทศไทยมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์บนเวทีระหว่างประเทศอย่างมั่นคงด้วย”

สำหรับประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชานั้น ได้สร้างผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และความเสียหายที่ไม่จำเป็นต่อทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งต้องหารือและหาทางออกร่วมกัน มิเช่นนั้นจะเสียหายทั้ง 2 ประเทศ ถ้าจะหารือกันและหาทางออกอื่นที่ดีกว่านี้ได้ ไม่อย่างนั้นมันจะเสียหายทั้งสองประเทศ”

นายกอบศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในรอบ 4 ปี เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิมอยู่ที่ระดับ 35-36 บาท ซึ่งเป็นผลจากเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง โดยมูลค่าเงินดอลลาร์ปรับลงจากดัชนีที่ 110 สู่ระดับที่ 97-96 ถือว่าลดลงมาเกือบ 13-14% จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจว่าค่าเงินบาทแข็งค่าที่สุดในรอบหลายปี

“ส่วนตัวผม มองว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความกังวลใจของนักลงทุนและตัวของสหรัฐฯ เรื่องค่าเงินดอลลาร์ และความมั่นคงของค่าเงิน ยิ่งสหรัฐฯ มีนโยบายต่างๆ มากมาย ในขณะที่ทำให้นักลงทุนมีความพยายามที่จะออกจากตลาดเงินดอลลาร์ สู่ตลาดทองคำ และสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น บิทคอยน์ รวมถึงเงินสกุลอื่นๆ เช่น ยูโร และเงินเยน เป็นต้น”

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่สหรัฐฯ ตั้งใจที่จะใช้นโยบายทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือลดการขาดดุลทางการค้า ซึ่งหลายคนอาจไม่เฉลียวใจ เป็นประเด็นที่น่าสนใจที่ต้องเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด


กดแชร์
ข่าวล่าสุด
- Advertisement -spot_img
Latest Articles