กพท.เปิดช่องเอกชนลงทุนขยายสนามบินภูเก็ต

กดแชร์

กพท.ดันโมเดล ขยายสนามบินภูเก็ต จากข้อจำกัดมีรันเวย์เดียว–ลานจอดไม่พอ ลุยจับมือเอกชนใช้ที่ดิน 500 ไร่ ให้เอกชนเจ้าของที่ดินลงทุน เชื่อมต่อสนามบินเดิม ลุยสร้างเทอร์มินอล–ลานจอด–ศูนย์ซ่อม MRO แก้คอขวด เพิ่มขีดความสามารถรองรับเที่ยวบินเกือบเท่าตัว กระตุ้นเศรษฐกิจและรายได้อุตสาหกรรมการบิน จ่อถกรายละเอียด “พิพัฒน์”สัปดาห์หน้า

พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT เปิดเผยถึงแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทางทางอากาศของประเทศ โดยเน้นการยกระดับสู่ยุคดิจิทัล ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถของสนามบินหลัก โดยเฉพาะสนามบินภูเก็ตว่า ปัจจุบันสนามบินภูเก็ตถือเป็นหนึ่งในสนามบินที่มีข้อจำกัดด้านกายภาพมากที่สุดของประเทศ แต่กลับมีความต้องการใช้งานสูงเนื่องเป็นสนามบินที่มีเทึ่ยวบินระหว่างประเทศขึ้นลงจำนวนมาก ขณะที่สนามบินภูเก็ต ในปัจจุบันมีทางวิ่ง ทางขับ หรือ รันเวย์เพียงเส้นเดียว และลานจอดอากาศยานตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ติดทะเล ทำให้พื้นที่จอดมีจำกัด เมื่อเครื่องบินลงจอดจนเต็มลานแล้ว เที่ยวบินถัดไปจะไม่สามารถลงได้ ต้องรอให้เครื่องที่จอดอยู่บินออกก่อน ส่งผลให้จำนวนเที่ยวบินหรือ สลอต ถูกจำกัดโดยอัตโนมัติ นี่คือคอขวดสำคัญที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีเดิม ๆ และไม่สามารถขยายรันเวย์เพิ่มได้อีก

ทั้งนี้จากข้อจำกัดดังกล่าว กพท. จึงได้มองหาทางออกใหม่ เนื่องจากพบว่ามีที่ดิน บริเวณข้างข้างสนามบินภูเก็ตซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของสนามบิน ในลักษณะอยู่ตรงข้ามพื้นที่ลานจอดปัจจุบัน มีขนาดพื้นที่มากกว่า 500 ไร่ และพื้นที่ดังกล่าวมีศักยภาพสูง เหมาะที่จะนำมาพัฒนาเป็นอาคารผู้โดยสารและลานจอดอากาศยานเพิ่มเติม รวมถึงศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน หรือ MRO

สำหรับแนวคิดดังกล่าว ถือเป็นโมเดลของความร่วมมือใหม่ โดยเอกชนเจ้าของที่ดินจะเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างเองทั้งหมด เนื่องจากไม่ต้องการขายที่ดิน แต่พร้อมที่จะลงทุนเองทั้งหมด ทั้งอาคารเทอร์มินอล ลานจอด และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง จากนั้นให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.เข้ามาเช่าใช่พื้นที่ รวมถึง เพื่อเปิดเป็นศูนย์ซ่อมเครื่องบิน

พล.อ.อ.มนัท ระบุว่า หากโครงการนี้เกิดขึ้นจริง จะช่วยเพิ่มจำนวนหลุมจอดอากาศยานได้อีกประมาณ 50 หลุม ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนลานจอดเดิมของสนามบินภูเก็ตในปัจจุบัน เท่ากับเป็นการเพิ่มขีดความสามารถหรือ capacity ของสนามบินเกือบเท่าตัวทันที โดยไม่ต้องรอการก่อสร้างสนามบินใหม่ที่ใช้เวลานานหลายปี

สำหรับเอกชนที่แสดงความพร้อมลงทุนยังเป็นผู้ประกอบการด้านการซ่อมบำรุงอากาศยานโดยตรง ไม่ใช่สายการบิน ซึ่งจะทำให้พื้นที่ดังกล่าวสามารถพัฒนาเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานครบวงจร เครื่องบินที่ลงจอดในภูเก็ตสามารถเข้าซ่อมบำรุงได้ทันที ลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินไทย ขณะเดียวกันก็ยังสามารถจัดสรรพื้นที่บางส่วนเป็นเทอร์มินอลเชิงพาณิชย์รองรับผู้โดยสารของ ทอท. ได้ หากมีการตกลงเช่าพื้นที่ร่วมกัน

“รูปแบบความร่วมมือรัฐ–เอกชนในลักษณะนี้สามารถทำได้ตามกฎหมาย เพียงแต่รายละเอียดขึ้นอยู่กับรูปแบบสัญญาและผลประโยชน์ที่ตกลงกัน ซึ่งอาจต้องเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือคณะรัฐมนตรีพิจารณา ขณะที่บทบาทของ กพท. คือการพิจารณาอนุญาตจัดตั้งและเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานการบิน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยและกฎหมายที่กำหนด”พล.อ.อ.มนัท กล่าว

พล.อ.อ.มนัท กล่าวว่า นอกจากนั้นเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 7 ม.ค.นี้ ได้มีการรายงานแผนดังกล่าว ให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายรัฐมนตรี และรมว.คมนาคมรับทราบแล้ว สัปดาห์หน้าจะมีการหารือในรายละเอียดเร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกในการผลักดันให้เร่งดำเนินการ เนื่องจากสถิติช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา สนามบินภูเก็ตมีผู้โดยสารระหว่างประเทศสูงกว่าสนามบินดอนเมือง ทั้งที่ดอนเมืองมีรันเวย์ถึงสองเส้น ขณะที่ภูเก็ตมีเพียงเส้นเดียว สะท้อนความเร่งด่วนในการแก้ปัญหา หากทุกฝ่ายเห็นชอบและขั้นตอนการอนุมัติเป็นไปอย่างราบรื่น

พล.อ.อ.มนัท กล่าวเพิ่มเติมว่าหากได้รับการอนุมัติจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในเวลาไม่นาน เนื่องจากเป็นที่ดินเอกชนที่พร้อมพัฒนา คาดว่าใช้เวลาก่อสร้างไม่เกิน 2 ปี ก็จะสามารถเปิดใช้งานได้จริง ซึ่งจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนโดยรอบ และเพิ่มรายได้จากอุตสาหกรรมการบินให้เติบโตสูงกว่าอัตราการเติบโตของ GDP ประเทศ ดังนั้นถ้าไม่ทำวันนี้ ภูเก็ตก็จะไปต่อไม่ได้ ทั้งที่เป็นประตูการท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ โมเดลนี้อาจเป็นครั้งแรก แต่เป็นผลประโยชน์ของประเทศโดยตรง และทุกฝ่ายก็จะได้ประโยชน์ร่วมกัน


กดแชร์
ข่าวล่าสุด
- Advertisement -spot_img
Latest Articles