ครม.อนุมัติวงเงิน 9,110 ล้านบาท เสริมสภาพคล่อง แก้ปัญหา หนี้ขสมก. สะสมกว่า 1.5 แสนล้าน หวังรถโดยสารไฟฟ้า ฉุดขึ้นจากก้นเหว ถึงจุดคุ้มทุนภายใน 5-7ปี
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กล่าวว่า ที่ประชุมครม. ว้นที่13 ม.ค. 2569 อนุมัติวงเงิน 9,110 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)
ทั้งนี้ผู้อำนวยการ ขสมก. ได้รายงานแผนการปรับเปลี่ยนรถโดยสารทั้งหมดให้เป็นรถไฟฟ้า (EV) คาดว่า หากปรับเปลี่ยนได้ครบถ้วน จะสามารถถึงจุดคุ้มทุน (Break even point) ได้ภายใน 5-7 ปี
“หัวใจสำคัญในการแก้ไขปัญหาของ ขสมก.คือการเปลี่ยนรูปแบบจากการเป็นเจ้าของรถโดยสาร มาเป็นการเช่ารถจากเอกชน ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าซ่อมบำรุงและค่าอะไหล่ที่เคยเป็นปัญหาหลัก โดยให้บริษัทผู้ให้เช่าเป็นผู้รับผิดชอบดูแลรถแทน
นอกจากนี้จะมีการเปลี่ยนระบบเก็บค่าโดยสารเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนคน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทำให้ลดต้นทุนเรื่องพนักงานลงไปได้
ในส่วนของความคืบหน้าการจัดหารถนั้น นายพิพัฒน์กล่าวว่า การประมูลรถเมล์ไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,520 คัน ได้ข้อยุติและจบกระบวนการเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะเริ่มรับมอบรถล็อตแรกในปี 2570 และล็อตที่สองอีก 800 คัน เพื่อทดแทนรถระบบสันดาปเดิมในปี 2571
ทั้งนี้ ได้มอบนโยบายให้ ขสมก. ไปบริหารจัดการจำนวนรถใหม่ โดยตั้งเป้าลดจากปัจจุบันที่มีกว่า 2,800 คัน ให้เหลือประมาณ 2,300 คัน ที่เป็นรถใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงเมื่อเทียบกับรถที่ใช้น้ำมัน ได้มากกว่า 60%
ขณะที่ รถ NGV อีกประมาณ 400 คัน ต้องไปพิจารณาว่า ยังมีความจำเป็นหรือไม่ หากรถใหม่ 2,300 คันเพียงพอ ก็สามารถจำหน่ายรถเก่าออกไปได้เลยเพื่อประหยัดงบประมาณ
ข้อมูลหนี้สินขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ณ ต้นปี 2569 มีดังนี้
ตัวเลขหนี้สะสมและผลการดำเนินงาน
จากการรายงานในช่วงปี 2567-2568 ขสมก. มีหนี้สินสะสมรวมกว่า 150,000 ล้านบาท (สะสมต่อเนื่องกว่า 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2557)
อย่างไรก็ตาม แม้ หนี้ขสมก. จะยังสะสมสูง แต่แนวโน้มการขาดทุนเริ่มลดลง โดยในปี2568ที่ผ่านมา ขาดทุนเหลือประมาณ 2,900 ล้านบาท (จากเดิมที่เคยขาดทุนเฉลี่ยปีละกว่า 5,000 ล้านบาท)
ภาระดอกเบี้ย: ขสมก. ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยจ่ายสูงถึงปีละประมาณ 2,000 – 3,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นเกือบ 30% ของรายได้ทั้งหมด
แผนการบริหารหนี้ประจำปีงบประมาณ 2569
รัฐบาลและกระทรวงการคลังได้วางแนวทางจัดการหนี้ในปี 2569 ไว้ดังนี้:
การกู้เงินใหม่: ภายใต้แผนบริหารหนี้สาธารณะปี 2569 ขสมก. มีแผนกู้เงินใหม่วงเงินประมาณ 9,110 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและใช้ในการดำเนินงาน ซึ่งครม.ได้อนุมัติในวันนี้(13 ม.ค.2569)
การออกพันธบัตร: มีการออกพันธบัตร ขสมก. วงเงินไม่เกิน 8,500 ล้านบาท (รุ่นอายุ 6-12 ปี) โดยมีกระทรวงการคลังค้ำประกัน เพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้เดิมที่ครบกำหนด
แผนฟื้นฟูและการล้างหนี้ในอนาคต
เป้าหมายหลักของ ขสมก. คือการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นองค์กรที่มีกำไรเพื่อหยุดวงจรหนี้:
การจัดหารถเมล์ไฟฟ้า (EV): ขสมก. มีแผนเช่ารถเมล์ EV จำนวน 1,520 คัน เพื่อทดแทนรถเก่าที่ชำรุด โดยคาดว่าจะเริ่มรับมอบล็อตแรกในเดือน กันยายน 2569
เป้าหมายการเงิน: คาดว่าการเปลี่ยนมาใช้รถ EV จะช่วยลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซ่อมบำรุงได้ปีละ 4,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้าให้ EBITDA (กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี) เป็นบวก และเริ่มทำกำไรเพื่อทยอยล้างหนี้สะสมได้ภายในปี 2575
ทั้งนี้ขสมก.ระบุก่อนหน้านี้ว่า หนี้สะสมเกิดจากการที่ ขสมก. ต้องให้บริการเชิงสังคม (PSO) โดยเก็บค่าโดยสารต่ำกว่าต้นทุนจริง



