ครม.เคาะ 3 มาตรการภาษี หวังดึงคนเข้าสู่ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งลดภาษี หัก ณ ที่จ่ายเหลือ 1% ภาษีลดหย่อนจากการบริจาคการศึกษา-กีฬา พร้อมให้อำนาจรมว.คลัง แลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีกับสมาชิกโออีซีดี สกัดคนเลี่ยงภาษี
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 69 ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบมาตรการทางภาษี เพื่อนำไปสู่การจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มขึ้น รวม 4 มาตรการ ดังนี้ 1. ลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) เหลือ 1% มีผลบังคับใช้ไปจนถึงสิ้นเดือนธ.ค.2570 เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจได้มากกว่า 27,000 ล้านบาท จากเดิมภาคธุรกิจถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ไว้ตั้งแต่ 5% -3%-2% ตามแต่ประเภทธุรกิจ
2.มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักรายจ่ายการลงทุนและรายจ่ายค่าใช้บริการระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt เพื่อลดการใช้กระดาษ ซึ่งสามารถนำค่าใช้จ่ายในการลงทุนระบบหรือค่าจ้างทำระบบมาหักภาษีได้ 2 เท่า โดยมีเพดานตามเงื่อนไขเดิมที่ 10%บริจาคเพื่อการศึกษา-กีฬา ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า
3.ส่งเสริมการบริจาคผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการศึกษาและการกีฬา ที่ใช้ระบบ e-Donation สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า เช่นเดียวกับการบริจาคให้วัด มาตรการนี้จะมีผลจนถึงเดือนธ.ค. 2570
และ4. ให้อำนาจรมว.คลัง หรือตัวแทนกระทรวงคลัง ลงนามแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ที่มีข้อตกลงกำหนดอัตรา ภาษีนิติบุคคลขั้นต่ำที่ 15% สำหรับบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เพื่อป้องกับการหลบเลี่ยงภาษี ซึ่งจะเริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ตั้งแต่เดือนมิ.ย.2570
“ในอดีตมีบริษัทหลบเลี่ยงภาษี ด้วยการจดทะเบียนบริษัท ที่หมู่เกาะต่าง หรือเรียกว่าสวรรค์แห่งการหลบเลี่ยงภาษี ต่อไปนี้ใครที่คิดว่าจะหลบเลี่ยงก็จะเป็นเรื่องยากแล้ว เพราะข้อมูลจะมีการแลกข้อมูลระหว่างกันแล้ว โดยคาดว่าจะทำให้ไทยจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นราว 10,000 ล้านบาท”
สำหรับบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่เคยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก็จะได้รับมาตรการสนับสนุนอื่นๆให้ เช่น การให้เงินอุดหนุน ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการให้เครดิตภาษี คือ เมื่อบริษัทมีรายจ่ายการลงทุน ก็สามารถนำมาหักภาษีได้ ซึ่งกรณีดังกล่าว จะต้องแก้ไขประมวลรัษฎากรรองรับในอนาคต
ด้านนายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพากรตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมการแปลงเป็นดิจิทัล (Digital Transformation) และการใช้ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice & e-Receipt) และระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) อย่างต่อเนื่อง
จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และร่างกฎกระทรวงฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้ ขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) ออกไปอีก 2 ปี ดังนี้
1. มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักรายจ่ายการลงทุนและรายจ่ายค่าใช้บริการระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และระบบ e-Withholding Tax รวมถึงเพิ่มเติมให้หักรายจ่ายค่าตรวจประเมินระบบสารสนเทศที่ผู้ให้บริการจัดทำหรือนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Service Provider) จ่ายให้แก่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ได้ 2 เท่าของรายจ่ายที่จ่ายจริงด้วย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570
2. มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Withholding Tax) ลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่มีอัตราร้อยละ 5 อัตราร้อยละ 3 และอัตราร้อยละ 2 เหลืออัตราร้อยละ 1 สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินผ่านระบบ e-Withholding Tax ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570”
“มาตรการภาษีดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนและลดภาระในการจัดทำและการจัดเก็บเอกสาร รวมทั้งการปฏิบัติหน้าที่ทางภาษีให้แก่ภาคธุรกิจ และช่วยให้ผู้ประกอบการสนใจเป็น Service Provider เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากรเพิ่มมากขึ้น”



