ผู้ว่าฯ ธปท. วิทัย ดีเดย์ประกาศใช้เกณฑ์ ค่าธรรมเนียมธนาคารใหม่ 2569 ภายใน 2 เดือนนี้ มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ และแก้ปัญหาเงินเทา อย่างเป็นระบบ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายใต้การนำของนายวิทัย รัตนากร เตรียมยกระดับระบบการเงินไทยครั้งใหญ่ ด้วยการประกาศใช้โครงสร้าง ค่าธรรมเนียมธนาคารใหม่ 2569 ซึ่งจะเริ่มเห็นความชัดเจนภายใน 2 เดือนข้างหน้า โดยมุ่งเน้นการจัดทำ “ค่ามาตรฐานกลาง” ในธุรกรรมนำร่อง 10-15 รายการ เพื่อลดความแตกต่างของค่าบริการระหว่างสถาบันการเงิน และช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน และผู้ประกอบการ SME ควบคู่ไปกับการออกมาตรการคุมเข้มการเบิกถอนเงินสดจำนวนมาก เพื่อปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน
จากการสัมมนา “ไทยมองไทย” (Thailand Economic Drives 2026) ผู้ว่าการ ธปท. ได้เปิดเผยทิศทางการดำเนินงานที่น่าสนใจ ซึ่งจะกระทบต่อผู้ใช้งานธนาคารทุกคน ดังนี้
การจัดระเบียบค่าธรรมเนียม (Fee Restructure)
ธปท. เตรียมประกาศใช้ค่ามาตรฐาน สำหรับรายการธุรกรรมพื้นฐานที่ปัจจุบันแต่ละธนาคารคิดราคาสูง-ต่ำไม่เท่ากัน โดยรายการที่จะได้รับการปรับปรุงภายใต้เกณฑ์ค่าธรรมเนียมธนาคารใหม่ 2569 ได้แก่
- ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน และถอนเงินข้ามเขต
- ค่าธรรมเนียมการโอนเงินต่างธนาคาร
- ค่าธรรมเนียมบัตร ATM
- ค่าปรับการไถ่ถอนเงินกู้ก่อนกำหนด (Prepayment Fee) สำหรับ SME
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ได้ย้ำถึงเจตนารมณ์ในการปรับปรุงโครงสร้างค่าธรรมเนียมครั้งนี้ว่า “เราหารือกับสถาบันการเงิน เพื่อจัดทำค่าธรรมเนียมกลาง ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เนื่องจากปัจจุบันแต่ละธนาคารคิดค่าบริการแตกต่างกันมากในธุรกรรมเดียวกัน โดยจะนำร่อง 10-15 รายการก่อน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายประชาชน และลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน”
มาตรการคุมเข้มเงินสด 5 ล้านบาท
ภายในเดือนมีนาคม 2569 ธปท. จะเริ่มบังคับใช้เกณฑ์การเบิกถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาทต่อครั้ง ซึ่งผู้ถอนจะต้อง แจ้งเหตุผล และวัตถุประสงค์การใช้เงิน เพื่อสกัดกั้นเส้นทางเงินเทา และทุนสีเทา โดยในอนาคตอาจพิจารณาปรับลดเพดานลงเหลือ 3 ล้านบาท
สำหรับการควบคุมการทำธุรกรรมเงินสดจำนวนมาก เพื่อสกัดกั้นเส้นทางเงินที่ไม่โปร่งใส ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า “การเบิกเงินสดในยุคปัจจุบันไม่ค่อยมีคนทำ เพราะการทำธุรกิจส่วนใหญ่จ่ายผ่านระบบเช็ค หรือโอนผ่านโมบายแบงก์กิ้งได้ ดังนั้นการป้องกันการถอนเงินสด นอกจากจะป้องปรามเงินเทาแล้ว ยังช่วยลดการก่ออาชญากรรมได้ด้วย”
การแก้ปัญหาหนี้เสีย (NPL)
ธปท. ได้รุกแก้ไขหนี้รายย่อย ที่มีมูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท กว่า 1.1 ล้านบัญชี โดยส่งต่อไปยัง บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) เพื่อช่วยให้ลูกหนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้อีกครั้ง
นอกจากนี้ นายวิทัยยังได้ให้มุมมองถึงทิศทางการทำงานร่วมกับรัฐบาล และกระทรวงการคลัง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาวว่า “ธปท. และคลัง ต้องทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ไปคนละทาง เห็นต่างได้ เพราะต้องถ่วงดุลกัน อยากให้รัฐบาลอยู่ 4 ปี เพื่อความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และยั่งยืน”
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ : เอกนิติงัดกลยุทธ์ ธนู 3 ดอก ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ



