สศช.แถลงจีดีพีไตรมาสแรกปี2569 ขยายตัว 2.8% อานิสงส์ลงทุนโตสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส ส่วนทั้งปีคาดการณ์โต 2 % เตือนวิกฤตตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันสูงต่อเนื่อง หวั่นกระทบกับเงินเฟ้อและค่าครองชีพประชาชน
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะเศรษฐกิจไทย ว่า ไตรมาสแรกปี2569 (ม.ค.-มี.ค.) ขยายตัว 2.8% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.5% จากไตรมาส 4/2568 ซึ่งขยายตัวได้ดีกว่าที่ประเมินไว้ เป็นผลจากเครื่องชี้เศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการลงทุนรวมยังคงขยายตัวสูง 9.9% เร่งขึ้นจาก 8.1% ในไตรมาสก่อนหน้า และเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2558 โดยการลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว 10.1% เร่งขึ้นจาก 6.5% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนการลงทุนภาครัฐ ขยายตัว 9.4% ชะลอลงจาก 13.3% ในไตรมาสก่อน
สำหรับด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 95,096 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.8% เร่งขึ้นจาก 9.4% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการขยายตัวในเกณฑ์สูงของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขณะที่การส่งออก โดยเฉพาะในหมวดอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าสอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลก สินค้าเกษตรลดลงเนื่องจากการแข่งขันทางด้านราคาของประเทศผู้ส่งออกในตลาดโลก
ขณะที่ปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรลดลง ส่วนดัชนีราคาสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้น 2.3% ต่อเนื่องจาก 1% ในไตรมาสก่อนหน้า ส่วนการส่งออกสินค้าไปตลาดส่งออกหลักส่วนใหญ่ขยายตัวต่อเนื่อง ได้แก่ ตลาดสหรัฐฯ จีน อาเซียน และสหภาพยุโรป ขณะที่การส่งออกสินค้าไปยังตลาด CLMV ตะวันออกกลาง และเกาหลีใต้ ปรับตัวลดลง การนำเข้าสินค้า มีมูลค่า 95,399 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 33.1% เร่งขึ้นจาก 17.5% ในไตรมาสก่อน และเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส ส่วนปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้น 25.7% และ ราคานำเข้าเพิ่มขึ้น 5.9% ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส ที่ 6,900 ล้านบาท เทียบกับการเกินดุล 44,00 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า
สำหรับสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ผ่านมา ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางประมาณ 46% แต่หลังจากเกิดสถานการณ์ก็ได้นำเข้าจากแหล่งอื่นทั้งสหรัฐ และแอฟริกา ทำให้ระยะเวลาการขนส่งเพิ่มขึ้น รวมทั้งราคาก็ยังอยู่ในระดับสูง แม้ว่าในช่วงถัดไป สศช. จะประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งน่าจะสิ้นสุดกลางปีนี้ แต่ราคาพลังงานน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ทั้งน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ กระทบสาขาเศรษฐกิจ ทั้งประมง ขนส่ง อุตสาหกรรมเคมี ซึ่งจากนี้จะกระทบกับเงินเฟ้อและค่าครองชีพประชาชนในระยะต่อไป ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งดูแลค่าครองชีพในช่วงต่อไป เพราะถ้าเหตุการณ์ยังไม่ยุติอาจจะเกิดวิกฤตค่าครองชีพในช่วงต่อไปด้วย
ส่วนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.91% สูงกว่า 0.70% ในไตรมาสก่อนหน้า และ 0.89% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ -0.5%ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3,200 ล้านดอลลาร์ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนมี.ค.2569 อยู่ที่ 280,500 ล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมี.ค. 2569 มีมูลค่าทั้งสิ้น 12.68 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66.38% ของจีดีพี
นายดนุชา กล่าวต่อว่า สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 สศช. คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.5 – 2.5% หรือค่ากลางการประมาณการ 2% โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ประกอบด้วย 1.การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน 2. การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน รวมทั้งพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ 3. การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออก ทั้งนี้ คาดว่าการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 2.4% และ 3.7% ตามลำดับ มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ จะขยายตัว 9.6% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ในช่วง 2.0 – 3.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1% ของจีดีพี



