สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย! สศช. ชี้แรงงานอ่วมค่าน้ำมัน ค่าครองชีพพุ่ง เพิ่มความเสี่ยง รายได้ลด จากการโดนหั่นโอที พร้อมเปิดโจทย์ใหญ่แรงงานรถสันดาป 1.1 แสนชีวิตเตรียมตกงาน หากปรับตัวเข้ายุค EV ไม่ทัน
นายดนุชา พิชยนันนท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้แถลงรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่ง ปี 2569 โดยส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงถึงพี่น้องแรงงานไทยที่กำลังเผชิญหน้ากับมรสุมเศรษฐกิจโลก แม้ว่าอัตราการว่างงานภาพรวมจะดูเหมือนลดลง แต่ในความเป็นจริงกำลังเกิดภาวะ รายได้ลด ในกลุ่มแรงงานหลายสาขาอาชีพ เนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สศช. ระบุชัดเจนว่า แม้โรงงานหรือสถานประกอบการส่วนใหญ่จะยังไม่มีการประกาศเลิกจ้างพนักงานอย่างเป็นทางการในตอนนี้ แต่เริ่มเห็นสัญญาณอันตรายจากการปรับลดชั่วโมงการทำงาน และการตัดงบประมาณการทำงานล่วงเวลา (OT) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรง ทำให้เงินในกระเป๋าของแรงงานลดน้อยลง สวนทางกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น

4 กลุ่มธุรกิจอ่วม
จากรายงานของสภาพัฒน์ พบว่ามี 4 สาขาอาชีพหลักที่กำลังเผชิญภาวะวิกฤตต้นทุน จนอาจนำไปสู่การลดเวลาทำงานของลูกจ้าง ได้แก่:
- ภาคการขนส่ง: ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากต้นทุนด้านพลังงานและน้ำมัน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 35.5% ของต้นทุนทั้งหมด ส่งผลให้รายได้สุทธิของผู้ประกอบการและแรงงานลดลงทันที
- ภาคการผลิต (โรงงานอุตสาหกรรม): แบกรับภาระค่าวัตถุดิบและค่าขนส่งที่แพงขึ้น จนบางแห่งต้องใช้วิธีชะลอการผลิตหรือสั่งหยุดงานชั่วคราว
- ภาคการก่อสร้าง: เผชิญความเสี่ยงงานหยุดชะงัก เนื่องจากราคาวัสดุก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดน้ำมัน
- ภาคการท่องเที่ยว: เริ่มเห็นสัญญาณชะลอตัวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยในเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัวลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า เนื่องจากนักท่องเที่ยวระวังการเดินทางจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์
ไส้ใน “ว่างงานแฝง” พุ่ง 2.2 แสนคน สะท้อนความเปราะบาง
แม้ตัวเลขผู้ว่างงานในปี 2568 จะลดลงจากปี 2567 ถึง 18.5% โดยมีอัตราการว่างงานเฉลี่ยต่ำสุดในรอบ 10 ปีที่ 0.82% แต่ นายดนุชา พิชยนันนท์ ได้ตอกย้ำให้เห็นความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ นั่นคือกลุ่ม “ผู้ว่างงานแฝง” หรือผู้ที่มีชั่วโมงการทำงานต่ำมากจนไม่เต็มศักยภาพ
ในไตรมาสแรกของปี 2569 พบว่ามีจำนวนสูงถึง 2.2 แสนคน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ราว 17.8% โดยแรงงานกลุ่มนี้กว่า 65% เป็นผู้มีระดับการศึกษาประถมศึกษา หรือต่ำกว่า ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม ก่อสร้าง และโรงงานผลิต ซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเพราะมีรายได้เฉลี่ยเพียง 6,700 บาทต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยแรงงานทั้งประเทศที่อยู่ราว 16,000 บาทต่อเดือน ค่อนข้างมาก
EV ดิสรัปต์ แรงงานยานยนต์ 1.1 แสนราย
อีกหนึ่งปัจจัยเปลี่ยนผ่านสำคัญคือกระแส ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยคาดว่า ในช่วงปี 2569-2571 ยอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งไฟฟ้าใหม่จะสูงถึง 125,000 คันต่อปี และรัฐบาลตั้งเป้าผลิต EV ให้ได้ 30% ภายในปี 2573 ก่อนจะขยับเป็น 50% ในปี 2578
การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่นี้ส่งผลให้ยอดการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระบวนการผลิตรถยนต์ EV นั้น ใช้ชิ้นส่วนลดลงมหาศาลจากเดิม 2,000 ชิ้น เหลือเพียงประมาณ 20 ชิ้นเท่านั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในกลุ่ม Tier 1 และ Tier 2
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS (2569) คาดการณ์ว่า ในช่วงปี 2568-2569 จะมีแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมากกว่า 1.1 แสนคน หรือคิดเป็น 16.3% ของแรงงานในอุตสาหกรรมนี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะต้องถูกบีบให้ย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรมอื่น เนื่องจากปรับตัวตามเทคโนโลยีไม่ทัน
ทาง สศช. จึงเสนอแนะให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเร่งหามาตรการจับคู่จ้างงาน (Job Matching) รวมถึงสนับสนุนงบประมาณ ในการปรับสายการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ชิ้นส่วน EV หรือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อรองรับแรงงานตกงานกลุ่มนี้โดยเร็วที่สุด
วิธีรอดจากวิกฤตรายได้ลด
เมื่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีเปลี่ยนไป การรอพึ่งพารายได้จากช่องทางเดียว หรือทักษะเดิมๆ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป นี่คือแนวทางการปรับตัวสำหรับแรงงานไทยเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางรายได้:
1. Upskill & Reskill ทักษะแห่งอนาคต
- สำหรับแรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์: ต้องเร่งศึกษาทักษะการซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า (EV Powertrain), การจัดการระบบแบตเตอรี่ หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุมยานยนต์อัจฉริยะ
- สำหรับแรงงานทั่วไป: ควรเพิ่มพูนทักษะด้านดิจิทัล (Digital Literacy) เช่น การใช้เครื่องมือ AI พื้นฐาน, การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น หรือทักษะการขายของออนไลน์ (E-commerce)
2. สร้างช่องทาง รายได้เสริม
แรงงานภาคเกษตรและผู้มีชั่วโมงงานต่ำ ควรใช้เวลาว่างในการสร้างอาชีพเสริมที่สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น เช่น การทำเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง, การเรียนรู้ทักษะช่างชุมชน หรือการรับงานฟรีแลนซ์ในแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงเมื่อรายได้หลักลดลง
3. การวางแผนทางการเงิน และสำรองสภาพคล่อง
ในภาวะที่โอทีลดลง สิ่งสำคัญที่สุด คือการปรับพฤติกรรมการใช้เงิน ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และพยายามสะสมเงินสำรองฉุกเฉินให้ได้อย่างน้อย 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เพื่อรองรับช่วงเวลาที่อาจมีการสะดุดทางการงาน
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ : กกร. สะกิดรัฐเร่งแก้ การขาดแคลนแรงงาน



