สภาพัฒน์แถลงเศรษฐกิจไทยไตรมาส2ปี2567 ขยายตัว 2.3% การลงทุนรวมลดลง 6.2% แยกเป็น การลงทุนภาคเอกชนลดลด 6.8% การลงทุนภาครัฐลดลง 4.3 คาดทั้งปี 2567 เศรษฐกิจขยายตัว 2.3-2.8% หรือค่ากลาง 2.5%
เลขาธิการ สภาพัฒน์แถลงเศรษฐกิจไทยไตรมาส2ปี2567
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) หรือสภาพัฒน์ แถลงภาวะ เศรษฐกิจไทยไตรมาส2ปี2567 และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2567 โดยในไตรมาสที่ 2 ปี 2567 เศรษฐกิจไทย ขยายตัว 2.3% การลงทุนรวมลดลง 6.2% แยกเป็น การลงทุนภาคเอกชนลดลด 6.8% การลงทุนภาครัฐลดลง 4.3% มูลค่าการส่งออกขยายตัว 4.5% การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 4% การบริโภคภาครัฐ ขยายตัว 0.3%

เสถียรภาพทางเศรษฐกิจไตรมาส 2 ปี 2567 ยังอยู่ในฐานะมั่นคง อัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.07% คาดแนวโน้มทั้งปี 2567 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.3-2.8 % หรือค่ากลางอยู่ที่ 2.5%
ด้านการใช้จ่าย มีปัจจัยสนับสนุน จากการปรับตัวดีขึ้น ของการอุปโภคภาครัฐบาล การส่งออกสินค้าและบริการ และการขยายตัวในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง ของการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ในขณะที่ การลงทุนภาคเอกชนและภาครัฐปรับตัวลดลง
ด้านการผลิต สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม กลับมาขยายตัว สาขาที่พักแรม และบริการด้านอาหาร สาขาการขายส่งและการขายปลีก สาขาการขนส่ง และสถานที่เก็บสินค้าขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่สาขาการก่อสร้าง และสาขาเกษตรกรรม ปรับตัวลดลง
สำหรับข้อจํากัด และปัจจัยเสี่ยง ของเศรษฐกิจไทยในปี 2567 สภาพัฒน์มองว่าจะอยู่ที่เรื่องของ หนี้สินครัวเรือน และภาคธุรกิจ ที่อยู่ในเกณฑ์สูง และมาตรฐานสินเชื่อที่มีความเข้มงวด, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, ความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก
รายละเอียด สภาพัฒน์แถลงเศรษฐกิจไทยไตรมาส2ปี2567
การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว 4.0% ชะลอลงจาก 6.9% ในไตรมาสก่อน โดยการใช้จ่ายหมวดบริการ ขยายตัว 6.0% ชะลอลงจาก 13.7% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการชะลอลง ของการใช้จ่ายในกลุ่มโรงแรม และ ภัตตาคาร กลุ่มบริการทางการเงิน การบริการด้านการศึกษา และกลุ่มสถานบันเทิง อื่น ๆ
การใช้จ่ายหมวดสินค้าไม่คงทนขยายตัว 3.6% ชะลอลงจาก 4.7% ตามการชะลอลงของการใช้จ่าย กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และการใช้จ่ายกลุ่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
ส่วนการใช้จ่ายหมวดสินค้าคงทนลดลง 6.5% ต่อเนื่องจากการลดลง 6.7% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการลดลงของการใช้จ่าย เพื่อซื้อยานพาหนะ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการตัดสินใจ ชะลอการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ในช่วงที่การแข่งขันด้านราคามีความรุนแรงมากขึ้น การใช้จ่ายในหมวดสินค้ากึ่งคงทนขยายตัว 4.3% ตามการขยายตัว ของการใช้จ่าย เพื่อซื้อเฟอร์นิเจอร์ และการใช้จ่ายกลุ่มเสื้อผ้า และรองเท้า
สําหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ในไตรมาส2นี้ อยู่ที่ระดับ 54.3 ลดลงจากระดับ 57.2 ในไตรมาสก่อนหน้า การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลขยายตัว 0.3% ปรับตัวดีขึ้นจาก การลดลง 2.1% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยรายจ่ายการโอน เพื่อสวัสดิการสังคมที่ไม่เป็นตัวเงิน
สําหรับสินค้าและบริการ ในระบบตลาดเพิ่มขึ้น 6.9% เทียบกับการลดลง 10.7% ในไตรมาสก่อนหน้า และค่าตอบแทนแรงงาน ทั้ง เงินเดือน ค่าบําเหน็จบํานาญ ขยายตัว 0.8% ขณะที่ค่าซื้อสินค้าและบริการลดลง 3.8% สําหรับอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจําในไตรมาสนี้อยู่ที่ 27.7% ซึ่งสูงกว่าอัตราเบิกจ่าย 19.2% ในไตรมาสก่อนหน้า และ 24.3% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
รวมครึ่งแรกของปี 2567 การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 5.4% ขณะที่การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลลดลง 0.9%
การลงทุนภาครัฐ และเอกชน ลดลงต่อเนื่อง
การลงทุนรวม ลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สาม 6.2% โดย การลงทุนภาคเอกชนลดลง 6.8% ตามการลดลงของการลงทุน ในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือ 8.1% สอดคล้องกับการลดลงของการลงทุน ในหมวดยานพาหนะ 22.5%
และการชะลอตัวของปริมาณการนําเข้า สินค้าทุน ส่วนการลงทุนหมวดก่อสร้างลดลง 2.2% ตามการลดลงของ การก่อสร้างที่อยู่อาศัย และการก่อสร้างอาคารพาณิชย์เป็นสําคัญ ขณะที่ การก่อสร้างโรงงาน ขยายตัวต่อเนื่อง
การลงทุนภาครัฐ ลดลง 4.3% เทียบกับการลดลง 27.7% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการลงทุนของ รัฐบาลลดลง 12.8% ขณะที่การลงทุนของรัฐวิสาหกิจขยายตัว 10.1% สําหรับอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนในไตรมาสนี้อยู่ที่ 24.0% สูงกว่าอัตราเบิกจ่าย 5.7% ในไตรมาสก่อนหน้า และ 19.0% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
รวมครึ่งแรกของปี 2567 การลงทุนรวมลดลง 5.1% โดยการลงทุน ภาคเอกชนลดลง 0.9% และการลงทุนภาครัฐลดลง 16.7%
ส่งออกตัวช่วยประคองเศรษฐกิจไทย
การส่งออกสินค้า มีมูลค่า 73,315 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 4.5% ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลง 1.1% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น 2.7% ตามการขยายตัวของปริมาณ การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตร
กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น ข้าว 53% ยางพารา 37.3% คอมพิวเตอร์ 147.9% อุปกรณ์สื่อสาร โทรคมนาคม 58.5% ยานยนต์ 3.3% และชิ้นส่วนและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 22.5%
ส่วนกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าส่งออก ลดลง เช่น ทุเรียน ลดลง 1.0% น้ำตาล ลดลง 26.3% ผลิตภัณฑ์ยาง ลดลง 10.5% แผงวงจรรวมและชิ้นส่วน ลดลง 14.5% ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ ลดลง 0.6% และชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า ลดลง 12.8%
รวมครึ่งแรกของปี 2567 การส่งออกสินค้ามีมูลค่า 142,908 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 1.7% โดยปริมาณและราคาส่งออกเพิ่มขึ้น 0.2% และ 1.5% ตามลําดับ
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2567
เศรษฐกิจไทยในปี 2567 ทั้งปี คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 2.3 – 2.8% หรือ ค่ากลางการประมาณการอยู่ที่ 2.5% โดยคาดว่า การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน จะขยายตัว 4.5% และการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 0.3% มูลค่าการส่งออกในรูปดอลลาร์ สหรัฐฯ ขยายตัว 2 % อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย อยู่ในช่วง 0.4 – 0.9% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.3 % ของ จีดีพี
ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยช่วงที่เหลือของปี 2567
มาจาก การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ของภาคการท่องเที่ยว, การขยายตัวในเกณฑ์ดี ของการอุปโภคบริโภค ภายในประเทศ ,การเพิ่มขึ้น ของแรงขับเคลื่อน จากการใช้จ่าย และการลงทุนภาครัฐ, การกลับมา ขยายตัวอย่างช้า ๆ ของภาคการส่งออก

หนี้สินครัวเรือนยังเป็นปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทย
สำหรับข้อจํากัด และปัจจัยเสี่ยง ของเศรษฐกิจไทยในปี 2567 สภาพัฒน์มองว่าจะอยู่ที่เรื่องของ หนี้สินครัวเรือน และภาคธุรกิจ ที่อยู่ในเกณฑ์สูง และมาตรฐานสินเชื่อที่มีความเข้มงวด, การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, ความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก
การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2567
ขณะเดียวกันการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2567 ควรให้ความสําคัญกับเรื่องต่างๆดังนี้
- การรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ
- การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดย, เร่งสร้างความเชื่อมั่น ให้กับนักลงทุนต่างชาติ, พัฒนาระบบนิเวศที่เหมาะสม เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรม และบริการเป้าหมาย ให้เข้ามาลงทุน ในประเทศไทย, เร่งรัดโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และ การพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ, เพิ่มผลิตภาพการผลิตผ่านการใช้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง
- การปกป้องภาคการผลิต จากการทุ่มตลาด และการใช้นโยบาย การค้าที่ไม่เป็นธรรม โดย ตรวจสอบและเฝ้าระวังการทุ่มตลาด รวมทั้งการใช้มาตรการและวิธีการทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมจาก ประเทศผู้ส่งออกสําคัญ , ปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบ คุณภาพสินค้านําเข้า, ดําเนินการอย่างเคร่งครัดกับผู้กระทํา ความผิดลักลอบนําเข้าสินค้าที่ผิดกฎหมาย
- การดูแลสภาพคล่องให้เพียงพอสําหรับภาคธุรกิจโดยเฉพาะ ธุรกิจ SMEs ที่มีศักยภาพแต่ประสบปัญหาการเข้าถึงสภาพคล่อง ควบคู่ไปกับการยกระดับศักยภาพการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถ ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs
- การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อให้เม็ดเงินรายจ่ายภาครัฐ เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว และเร่งรัดกระบวนการจัดทํางบประมาณรายจ่ายประจําปี 2568 ไม่ให้เกิดความล่าช้า
- การเตรียมการรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ โดยเฉพาะปรากฏการณ์ลานีญาและเอลนีโญ
- การเร่งรัดแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (PM2.5) และการเตรียม ความพร้อมของปัจจัยแวดล้อมด้านการท่องเที่ยวสําคัญ
- การเตรียมมาตรการเพื่อรองรับผลกระทบและใช้ประโยชน์ จากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการค้าโลก อาทิ ความรุนแรงของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การกีดกันทาง การค้า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และความผันผวนในตลาดการเงินโลก

ที่มา : สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ



