“สีหศักดิ์” กางยุทธศาสตร์การทูตยุคใหม่ ปรับนโยบายเชิงรุก ชู “4 Pillars” รับมือโลกแบ่งขั้ว ย้ำจุดยืน Strategic Autonomy
ในการเสวนาพิเศษหัวข้อ “ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม : เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ” ณ เวทีประชุมใหญ่ประจำปี 2569 เพื่อจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 จัดโดยสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แสดงทรรศนะและประกาศกรอบยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายการต่างประเทศของไทย เพื่อนำพาประเทศก้าวผ่านความท้าทายในสภาวะภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์โลกที่ผันผวน
นายสีหศักดิ์ ชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 5 ปีข้างหน้า โลกจะยิ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและทวีความซับซ้อน กลายเป็นโลกที่แตกกระจายหลายขั้วและไร้ระเบียบที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน การดำเนินงานด้านการต่างประเทศของไทยจึงหยุดนิ่งแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป โดยต้องสลัดแนวทางตั้งรับ และก้าวออกไปด้วยความมั่นใจเพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสแก่ประเทศไทย
พร้อมระบุว่า การต่างประเทศต้องไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และต้องเข้าไปมีบทบาทร่วมแก้ไขปัญหาของสังคมโลกเพื่อสร้างความเคารพ ยอมรับ และความไว้วางใจในระดับสากล
เพื่อยกระดับและขับเคลื่อนนโยบายการต่างประเทศให้เกิดผลสัมฤทธิ์
นายสีหศักดิ์ ได้วางกรอบการทำงาน 4 ประการหลัก หรือ 4 Pillars of New Diplomacy ได้แก่ การทูตเชิงยุทธศาสตร์ (Diplomacy of Strategy) ที่ต้องกำหนดเป้าหมายปลายทางและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในทุกภารกิจ การทูตแห่งความเร็ว (Diplomacy of Speed) ซึ่งเน้นการคาดการณ์สถานการณ์และแก้ไขวิกฤตได้อย่างทันท่วงที เช่น การอพยพคนไทยออกจากพื้นที่ขัดแย้งและการเจรจาเร่งด่วนในกรณีวิกฤตพลังงาน
การทูตที่มีเอกภาพ (Diplomacy of Coherence) ที่เน้นการบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนฝ่ายความมั่นคงและกองทัพเพื่อไม่ให้เดินไปคนละทิศทาง และการทูตแห่งการสื่อสาร (Diplomacy of Communication) เพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชนในประเทศและสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลก
นอกจากนี้ ยังได้กำหนดเป้าหมายการทำงาน 6 ประการ เพื่อให้ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน เริ่มจากการฟื้นฟูความเชื่อมั่นบนเวทีโลกผ่านการพูดถึงบทบาทของไทยต่อสันติภาพและความมั่นคง การรักษาระเบียบโลกที่ยึดกฎกติกาเพื่อต่อต้านแนวคิดผู้แข็งแกร่งคือผู้ถูกต้อง การสร้างความมั่นคงและเติบโตร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งกัมพูชา เมียนมา มาเลเซีย และลาว ตลอดจนการชูอาเซียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยทางการเมืองเพื่อดึงดูดการลงทุนและใช้เป็นพลังต่อรอง
ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ นายสีหศักดิ์ เน้นย้ำถึงการวางตัวด้วยจุดยืน Strategic Autonomy หรืออิสรภาพเชิงนโยบาย โดยระบุว่าประเทศไทยไม่สามารถวางตัวนิ่งเฉยตรงกลางอย่างไร้ท่าทีได้ แต่ต้องชัดเจนบนพื้นฐานของผลประโยชน์และหลักการ
พร้อมทั้งดึงพันธมิตรทางยุทธศาสตร์กลุ่มอื่น เช่น อินเดีย สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ เข้ามาเพิ่มตัวเลือกทางยุทธศาสตร์ ปิดท้ายด้วยการเดินหน้าการทูตเพื่อประชาชนและเศรษฐกิจ ผ่านการพานักธุรกิจไทยไปบุกเบิกตลาดใหม่ในคาซัคสถาน เอธิโอเปีย และไนจีเรีย เพื่อเปิดประตูการค้าสู่ภูมิภาคเอเชียกลางและแอฟริกาอย่างเป็นรูปธรรม



