อานิสงส์ความขัดแย้งตะวันออกกลางคลี่คลาย หุ้นไทยเด้งทะลุ 1,600 จุด

กดแชร์

หุ้นไทยเช้าพุ่งแรงทะลุ 1600 จุด แต่บ่ายดิ่งปิดตลาดติดลบเล็กน้อย ซื้อขายกว่า 9.1 หมื่นล้าน โกลเบล็ก ระบุSideway Up รับอานิสงส์ความขัดแย้งตะวันออกกลางคลี่คลาย

เมื่อวันที่อ15 มิถุนาย ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ครึ่งวันแรกของตลาดดัชนีหุ้นปรับขึ้นทะลุ 1,600 จุด โดยทำจุดสูงสุดของวันที่ระดับ 1,609.71จุด และช่วงบ่ายค่อยๆทยอยลดลงมาโดยทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,585.61 จุด จากนั้นค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นมาจนปิดตลาดที่ระดับ 1,591.72 จุด ลดลง 0.69 จุดจากวันศุกร์ที่แล้ว ด้วยมูลค่าซื้อขายที่ 91,848.20 ล้านบาท แบ่งเป็นนักลงทุนสถาบัยซื้อสุทธิ 8,070.91ล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 1,348.06 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 335.52 ล้านบาท และนักลงทุนไทยขายสุทธิ 9,083.46 ล้านบาท

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนสำคัญจากกรณีที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมาเกือบ 4 เดือน โดยทั้งสองฝ่ายได้ประกาศยุติ ปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบโดยทันทีและเป็นการถาวร ซึ่งรวมถึงในเลบานอนด้วย รวมทั้งการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ให้เรือสามารถสัญจรผ่านได้ตามปกติโดยไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียม ประเมินกรอบดัชนีที่ระดับ 1,600-1,650 จุด

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกในประเทศ จากความเชื่อมั่นของผู้ค้าปลีกไทยที่มีมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า รับอานิสงส์มาตรการ ไทยช่วยไทยพลัส ประกอบกับการที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยืนยันถึงเสถียรภาพ ของเงินบาทไทย ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องเรียกประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นัดพิเศษ

ขณะเดียวกันสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กำลังเร่งหารือกับกระทรวงการคลังและตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อผลักดันกองทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และสิทธิประโยชน์ทางภาษีผ่านโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (Thailand Individual Saving Account: TISA) แบบถาวร ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนในไตรมาส 3 นี้ และจะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยหนุนดัชนีหุ้นไทยให้มีโอกาสฟื้นตัวกลับไปทดสอบระดับสูงสุดเดิมที่ 1,800 จุดได้

อย่างไรก็ตามยังคงต้องระมัดระวังปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคำเตือนจากธนาคารโลก ที่ประเมินว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางก่อนหน้านี้อาจฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้ชะลอตัวลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ประกอบกับการที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เพื่อสกัดเงินเฟ้อ และตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงาน ครั้งแรกของสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นแตะระดับ 229,000 รายซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ส่วนปัจจัยภายในประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพฤษภาคม 2569 ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 49.5 ซึ่งต่ำสุดในรอบ 42 เดือนจากความกังวลเรื่องค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังไม่มีผลบังคับใช้

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงครึ่งหลังของเดือนมิถุนายน ได้แก่ การประกาศรายชื่อหุ้นเข้าออก SET50-SET100 (มีผล 1 ก.ค. – 31 ธ.ค. 2569) การเปิดตัว CLICX ธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) รายแรกของไทยจากความร่วมมือของ KTB, OR และ AIS ในวันที่ 19 มิ.ย. และการประชุม กนง. ในวันที่ 24 มิ.ย. ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญคือ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ในวันที่ 16-17 มิ.ย. รวมถึงการประกาศอัตราดอกเบี้ย ของธนาคารกลางญี่ปุ่น และการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจ สำคัญของทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และจีน

ด้าน นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนหลังสงคราม ยุติลงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เอื้อประโยชน์โดยตรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จึงแนะนำให้ “ซื้อสะสม” หุ้นกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์เชิงบวกอย่างชัดเจน ได้แก่ หุ้นกลุ่มสายการบินและท่าอากาศยาน (THAI, BA, AOT) และหุ้นกลุ่มโรงแรม (MINT, ERW, CENTEL) ซึ่งมีความพร้อมในการเติบโตรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว


กดแชร์
ข่าวล่าสุด
- Advertisement -spot_img
Latest Articles