ต่างชาติเททิ้งหุ้นไทย ร่วงแรงกว่า 20.92 จุด ปิดที่ 1,561.68 จุด

กดแชร์

ต่างชาติเททิ้งหุ้นไทย ร่วงแรงกว่า 20 จุด  ด้าน ทรีนีตี้ ระบุนโยบายการเงินของธนาคารกลาง-เงินเฟ้อ ชี้ชะตาตลาดหุ้นโลกมิ.ย.

ผู้สื่อข่าวรายงานภาวการณ์ซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า วันนี้ (8 มิ.ย.) เปิดตลาดซื้อขายในวันนี้ดัชนีปรับลดลงทันที และติดลบต่อเนื่องตลอดทั้งวัน โดยทำจุดสูงสุดของวันอยู่ที่ 1,576.58 จุด และทำสุดต่ำสุดที่ระดับ 1,558.97 จุด และปิดตลาดที่ระดับ 1,561.68 จุด ลดลง 20.92 จุด หรือประมาณ 1.32% ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 68,963.16 ล้านบาท แบ่งเป็นนักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 1,600.86 ล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ขายสุทธิ 1,515.25 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 3,497.90 ล้านบาท และนักลงทุนในประเทศซื้อสุทธิ 6,614.01 ล้านบาท

ด้านนายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่าแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเดือนมิถุนายน  เป็นไปตลาดตลาดหุ้นทั่วโลกที่แกว่งผันแปรไปตามปัจจัยเดิมอย่างภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจเริ่มมีน้ำหนักน้อยลง และปัจจัยใหม่ที่จะเข้ามามีน้ำหนักมากขึ้นอย่างเช่นโทนการประชุมของธนาคารกลางสำคัญต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่จะมีการประชุมกันในเดือนนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องระวังเพราะ ปัจจุบันนักลงทุนในตลาดยังไม่ได้  Price in ประเด็นความเสี่ยงเรื่องการเข้มงวดนโยบายการเงินเข้าไปในราคาสินทรัพย์ต่างๆ มากนัก และล่าสุดยังไม่ได้มีการ Fully price in การขึ้นดอกเบี้ยของ ECB และ BoJ ในเดือนนี้ (89% และ 66% ตามลำดับ) ไม่นับรวมกับการประชุมของธนาคารกลางพี่ใหญ่อย่าง Fed และกนง.ของไทย ที่ในรอบนี้แม้จะยังไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย แต่อาจมีความเป็นไปได้ที่จะส่งสัญญาณที่ Hawkish มากขึ้น ตามเครื่องชี้เงินเฟ้อต่างๆที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

นายณัฐชาต กล่าวว่า ปัจจัยเหล่านี้ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อมากขึ้น ประเมินว่าจะทำให้คาดการณ์เงินเฟ้อในตลาด (Breakeven) ที่ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำยกตัวสูงขึ้น จนนำมาสู่การปรับเพิ่มขึ้นของ Bond yield ในตลาดอีกครั้งได้ ซึ่ง จะเป็นแรงกดดันทางอ้อมต่อมายังตลาดหุ้นในท้ายที่สุด ในทางกลับกัน หากตัวเลขเงินเฟ้อในเดือนนี้ออกมามีสัญญาณชะลอตัวลง และการส่งสัญญาณของธนาคารกลางต่างๆยังไม่ได้อยู่ในโทนที่ Hawkish มากนัก คาดว่าโมเมนตัมของการเก็งกำไรในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกจะสามารถดำเนินต่อไป โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มประเทศที่ยังคงเห็นการปรับประมาณการขึ้นต่อเนื่อง อย่าง เกาหลีใต้ ซึ่งยังคงเป็นตลาดหุ้นที่สามารถชดเชย  Bond yield ที่ปรับตัวขึ้น  

นายณัฐชาตกล่าวว่า สำหรับตลาดหุ้นไทยนั้น แม้ว่าดัชนีจะทะลุแนวต้านเดิมทาง Valuation ที่ระดับ 1540 จุดขึ้นมาแล้ว แต่ด้วยคาดการณ์ EPS ในตลาดที่ยังคงทรงตัว ทำให้ยังไม่สามารถขยับขยายแนวต้านนี้ขึ้นจากเดิมได้ อย่างไรก็ตามด้วยลักษณะตลาดเช่นนี้หากจะต้องเลือกลงทุน แนะนำ กลุ่มหุ้นปลอดภัย Valuation ไม่สูง และมีความเสี่ยงต่ำหาก Bond yield ปรับตัวขึ้นไว้ก่อนอย่างเช่น กลุ่ม Consumer staple  เลือก CPAXT, CPALL , กลุ่ม ICT เลือกหุ้น  ADVANC, TRUE, กลุ่มโรงพยาบาล เลือก BDMS, CHG , กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม  เลือกหุ้น AMATA, WHAและกลุ่มบริการรับเหมาก่อสร้าง เลือกหุ้น  CK, STECON


กดแชร์
ข่าวล่าสุด
- Advertisement -spot_img
Latest Articles