สงครามตะวันออกกลาง เขย่าพลังงานโลก ห่วงค่าไฟฟ้าพุ่งยาวต่อเนื่อง 2 ปี

กดแชร์

ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ไม่เพียงดันราคาพลังงานโลก ทั้งน้ำมันและก๊าซ ราคาพุ่งกระฉูด แต่กระทบเป็นลูกโซ่ เพราะลามถึงราคาขายปลีกสินค้าในประเทศไทยพุ่งเอาๆ จนประชาชนต้องโอดครวญต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น อย่างก้าวกระโดดและคาดว่าอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องแม้มีการเจรจาหยุดยิง จากอุปทานแหล่งผลิตก๊าซฯ ที่เสียหายถึง 3% ของอุปทานโลกที่ใช้เวลาฟื้นฟูเป็นเวลา 3-5 ปี

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ได้วิเคราะห์เรื่องดังกล่าวเอาไว้ว่า สำหรับด้านราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ก็ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยสงครามครั้งนี้ได้ทำให้อุปทานก๊าซเสียหาย จากการยิงขีปนาวุธถล่มใส่ประเทศแถบตะวันออกกลาง หากความขัดแย้งขยายวงกว้างจะส่งผลให้ราคาก๊าซพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วกว่า 91% จาก 10.7 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียูในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ก่อนเกิดสงครามมาอยู่ที่ระดับ 20.5 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียูในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเมษายน

ห่วงค่าไฟแพงนานต่อเนื่อง2ปี แนะภาครัฐรับมือเป็นระบบ

นายจิรวุฒิ อิ่มรัตน์ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ให้มุมมองว่า แม้มีการประกาศหยุดยิงชั่วคราวจากประธานาธิบดีสหรัฐ แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำคัญได้ถูกโจมตีจนเกิดความเสียหายอย่างถาวรแล้ว ส่งผลให้เกิดการกดดันค่าไฟฟ้าสูงอย่างน้อย 2 ปีต่อจากนี้ ภาครัฐจึงควรรับมืออย่างเป็นระบบ โดยปรับค่าไฟฟ้าแบบค่อยเป็นค่อยไป และปรับโครงสร้างพลังงานในระยะยาว

โดยแหล่งก๊าซ Ras Laffan ของกาตาร์ที่ถูกโจมตีอย่างรุนแรง ทำให้ต้องลดกำลังการผลิตลงกว่า 12.8 ล้านตันต่อปี หรือลดลง 17% ของกำลังการผลิตก๊าซจากแหล่ง Ras Laffan โดยกำลังการผลิตที่ลดลงทำให้อุปทานแอลเอ็นจีลดลง คิดเป็น 3% ของอุปทานโลก ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการฟื้นฟูนาน 3-5 ปี 

ถือเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาแอลเอ็นจียังทรงตัวอยู่ในระดับสูงในระยะข้างหน้า จากฝั่งอุปสงค์ในเอเชียและยุโรปที่มีความกังวลว่าไม่สามารถจัดหาก๊าซทดแทนได้ทัน คาดว่าอุปสงค์และอุปทานจะสามารถกลับมาอยู่ในระดับสมดุลมากขึ้นหลังจากช่วง 2 ปีข้างหน้า จากการเพิ่มกำลังการผลิตของสหรัฐ ซึ่งจะช่วยชดเชยอุปทานของกาตาร์ที่หายไปได้บางส่วน ขณะที่อุปสงค์คาดว่าจะปรับตัวลดลงจากการใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น 

ต้นทุนก๊าซธรรมชาตินำเข้าที่ปรับสูงขึ้น กดดันต้นทุนค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับสูงที่ 4.9 บาทต่อหน่วยในปลายปี 2569 นี้ แต่หากคงหนี้ กฟผ. (ค่า AF) จะช่วยชะลอการเร่งตัวของค่าไฟฟ้าทำให้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.0 บาทต่อหน่วยในปี 2569-2570 โดยสงครามในตะวันออกกลางกระทบต้นทุนก๊าซธรรมชาติและกดดันค่าไฟฟ้าจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวนำเข้า JKM ที่ไทยใช้อ้างอิงปรับเพิ่มขึ้นส่งผลให้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติในไทยสูงขึ้น และ 2.การขนส่งแอลเอ็นจีจากกาตาร์ไม่สามารถส่งมอบได้ครบตามสัญญาส่งผลให้ไทยต้องเร่งจัดหาก๊าซในตลาดจร (Spot price) ที่ราคาสูง ด้วย 2 ปัจจัยดังกล่าว ผลักดันต้นทุนค่าไฟฟ้าให้สูงขึ้น

ในกรณีฐานที่การขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซติดขัด การขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และท่อ Yanbu/Fujairah ได้ 20% จากปริมาณเดิม และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานไม่เสียหายเพิ่มขึ้นมากจากปัจจุบัน ราคาแอลเอ็นจีจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 22-27 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ไปจนถึงไตรมาส 2 ของปี 2569 และส่งผลให้ราคาเฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ที่ 17.94 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู สำหรับผลกระทบต่อไทย ซึ่งพึ่งพาแอลเอ็นจีนำเข้าประมาณ 33% ของก๊าซที่ใช้ในโรงไฟฟ้า มาจากแหล่งกาตาร์ 7% ซึ่งแรงกดดันด้านการจัดหาแอลเอ็นจีและราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นผลักดันให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นและส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในปลายปี 2569 สูงถึง 4.9 บาทต่อหน่วย แต่หากภาครัฐมีมติคงภาระหนี้ค่าไฟฟ้า กฟผ. (AF) ให้อยู่ในระดับ 36,000 บาท จะช่วยชะลอการเร่งตัวของค่าไฟฟ้า

แนะรัฐแก้ปัญหาระยะสั้นควบคู่ปรับโครงสร้างระยะยาว

อีไอซีมองว่าภาครัฐควรเร่งดำเนินมาตรการรับมือค่าไฟฟ้าสูงอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้นควบคู่กับการปรับโครงสร้างพลังงานในระยะยาว โดยระยะสั้น ภาครัฐควรบริหารค่าไฟฟ้าและค่า Ft อย่างยืดหยุ่น โดยปรับให้สอดคล้องกับต้นทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยภาครัฐอาจต้องพิจารณาประเด็นภาระหนี้ในการอุดหนุนค่าไฟฟ้าควบคู่ด้วย หากรัฐมีมติตรึงค่าไฟฟ้าในงวดที่เหลือของปี 2569 ให้อยู่ระดับเดิมที่ 3.88 บาทต่อหน่วย จะทำให้ต้นทุนคงค้างของ กฟผ. (AF) ในปลายปีอยู่ที่ 70,000 ล้านบาท สูงขึ้นจากระดับ 35,928 ล้านบาทในเดือนเมษายน ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่อความน่าเชื่อถือและเครดิตของ กฟผ. รวมถึงผลกระทบต่อฐานะการคลังที่รัฐต้องค้ำประกันหรือต้องอัดฉีดเม็ดเงินช่วยเหลือหากราคาแอลเอ็นจีอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน

ภาครัฐควรจัดทำฉากทัศน์ความรุนแรงของสงครามและสื่อสารข้อมูลต้นทุนพลังงานกับประชาชนและภาคธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้ง ยังสามารถลดแรงกดดันด้านต้นทุนไฟฟ้าผ่านการบริหารพลังงานในภาวะฉุกเฉิน โดยเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าและเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่ไม่ใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ของปริมาณการผลิตปกติ อาทิ ซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจากการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศลาวและในประเทศ รับซื้อไฟฟ้าเพิ่มจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนนอกสัญญาซื้อ จากโรงไฟฟ้าชีวมวลและก๊าซชีวภาพและพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ที่มีกำลังการผลิตเหลือและไม่เกินขีดจำกัดของสายส่งไฟฟ้า 

ขณะเดียวกัน ในระยะยาวควรเร่งเพิ่มพลังงานสะอาดที่เป็นทั้งแหล่งผลิตและสามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง (Base load) อาทิ โซลาร์และลมควบคู่ระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงศึกษาพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และเพิ่มการสำรองพลังงานทางเลือกในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาแอลเอ็นจี และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของไทยอย่างยั่งยืน

ครัวเรือน-ธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อลดค่าใช้จ่าย

แนวโน้มค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้นผลักดันให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวรับมือ ในส่วนของภาคครัวเรือน ในระยะสั้น สามารถลดผลกระทบได้ทันทีด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานให้ลดลง อาทิ ตั้งอุณหภูมิแอร์ 26-27 องศา ใช้พัดลมร่วมกับแอร์ เปลี่ยนเป็นหลอดไฟแอลอีดี และเลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงานเบอร์ 5 ซึ่งช่วยลดค่าไฟได้อย่างเป็นรูปธรรม ระยะยาว อาจวางแผนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและปรับปรุงบ้านให้ประหยัดพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบและรับมือกับความเสี่ยงค่าไฟที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในอนาคต สำหรับภาคธุรกิจ ระยะสั้นควรบริหารการใช้ไฟฟ้าเชิงรุก เลี่ยงการใช้ไฟฟ้าช่วงพีคและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานผ่านระบบบริหารจัดการพลังงาน (EMS) ระยะยาว 

รวมทั้งควรลงทุนผลิตไฟฟ้าใช้เอง อาทิ โซลาร์รูฟท็อป ปรับกระบวนการผลิตให้ใช้พลังงานต่อหน่วยต่ำลง และเชื่อมกลยุทธ์กับอีเอสจี เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงเงินทุนสีเขียว


กดแชร์
ข่าวล่าสุด
- Advertisement -spot_img
Latest Articles