สภาพัฒน์เตือนแรงงานข้ามชาติแย่งอาชีพสงวนคนไทยเพิ่มขึ้น

กดแชร์

สภาพัฒน์เตือนแรงงานข้ามชาติแย่งอาชีพสงวนคนไทยเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ว่างงานพุ่ง 4 แสนคน ค่าจ้างเฉลี่ยลดลง ด้านหนี้ครัวเรือนยังน่าห่วง แม้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีลดเหลือ 85.9% แต่มูลหนี้ยังสูง 16.41 ล้านล้านบาท

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในการแถลงภาวะสังคมไตรมาส 2 ปี 2569 ว่า ตลาดแรงงานไทยยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน แม้ไตรมาส 2 ปี 2569 จำนวนผู้มีงานทำเพิ่มขึ้นเป็น 41.5 ล้านคน แต่มีข้อมูลสะท้อนสัญญาณเปราะบาง ทั้งจำนวนผู้ว่างงานที่เพิ่มขึ้น รายได้เฉลี่ยที่ลดลง ภาระการทำงานล่วงเวลาที่สูงขึ้น ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

พบแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานผิดกฎหมายมากกว่า 3,000 ราย เพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อนหน้า โดยประมาณ 30% ของกลุ่มดังกล่าวเป็นการลักลอบประกอบอาชีพสงวน เช่น การเร่ขายสินค้าและการขับขี่ยานพาหนะ จึงเสนอให้ภาครัฐเพิ่มความเข้มงวดในการติดตาม ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมาย เพื่อป้องกันผลกระทบต่อโอกาสการประกอบอาชีพของแรงงานไทย

ขณะเดียวกัน ภาพรวมการว่างงานยังเป็นอีกสัญญาณที่ต้องเฝ้าระวัง แม้อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.95% และไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่จำนวนผู้ว่างงานกลับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 400,000 คน

นอกจากนี้ ผู้ว่างงานระยะยาวเพิ่มขึ้น 11% ขณะที่กลุ่มผู้ที่ทำงานต่ำกว่าระดับชั่วโมงทำงานที่กำหนด หรือผู้เสมือนว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 2.2 ล้านคน สะท้อนว่าปัญหาตลาดแรงงานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการไม่มีงานทำ แต่ยังรวมถึงการมีงานทำไม่เต็มศักยภาพและมีชั่วโมงการทำงานไม่เพียงพอ

ด้านรายได้แรงงานก็ยังมีแรงกดดัน โดยค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยลดลง 0.25% ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระมีรายได้ต่อเดือนลดลง 1.96% เหลือประมาณ 12,000 บาทต่อเดือน ส่วนลูกจ้างในระบบมีค่าจ้างเฉลี่ยมากกว่า 15,800 บาทต่อเดือน อีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนภาระของคนทำงานคือจำนวนผู้ทำงานล่วงเวลา ซึ่งเพิ่มขึ้น 3% มาอยู่ที่ประมาณ 6.5 ล้านคน สะท้อนว่าแรงงานจำนวนหนึ่งอาจต้องเพิ่มชั่วโมงการทำงานเพื่อรักษารายได้ ภาพรวมจึงสะท้อนว่า แม้ตัวเลขการจ้างงานจะยังอยู่ในระดับสูง แต่คุณภาพและความมั่นคงของงานยังเป็นโจทย์สำคัญของตลาดแรงงานไทย

นายดนุชา กล่าวว่า ส่วนปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยยังคงเปราะบางและเป็นโจทย์ใหญ่ที่น่ากังวล แม้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีในไตรมาสแรกของปี 2569 จะลดลงมาอยู่ที่ 85.9% แต่มูลค่าหนี้รวมยังคงมหาศาลถึง 16.41 ล้านล้านบาท สัญญาณอันตรายที่ต้องเร่งเฝ้าระวังคือกลุ่มสินเชื่อที่กำลังจะกลายเป็นหนี้เสีย หรือ SML (ค้างชำระ 31-90 วัน) ที่พุ่งสูงขึ้นแตะ 4.07% ประกอบกับสถิติการมีบัญชีสินเชื่อต่อคนเพิ่มสูงขึ้นจนเสี่ยงที่จะจ่ายไม่ไหว

จุดที่สะท้อนถึงการติดหล่มหนี้ อย่างแท้จริงคือกระบวนการแก้หนี้ที่ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร โดยลูกหนี้ NPL ที่เข้าสู่การปรับโครงสร้างหนี้มีเพียง 14.3% เท่านั้นที่กลับมาชำระหนี้ได้ ขณะที่อีกกว่า 80 % ยังคงชำระไม่ไหว สาเหตุหลักมาจากรายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก ผนวกกับเงื่อนไขเวลาและดอกเบี้ยที่ไม่สอดคล้องกับความสามารถในการจ่ายจริง วิกฤตหนี้ครัวเรือนรอบนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเป็นหนี้เพิ่มขึ้น แต่คือการที่คนเป็นหนี้เสียแล้วไม่สามารถลุกขึ้นยืนใหม่ได้


กดแชร์
ข่าวล่าสุด
- Advertisement -spot_img
Latest Articles