เปิดไทม์ไลน์ 4 กล้องวงจรปิดนาที รถไฟชนรถเมล์ สาย 206 ค้างกลางรางแยกมักกะสัน ตร.เผย รฟท. ไม่ได้ประสานช่วยระบายรถก่อนเกิดเหตุ
ความคืบหน้ากรณีอุบัติเหตุสะเทือนขวัญ รถไฟชนรถเมล์ โดยสารประจำทาง สาย 206 บริเวณจุดตัดทางรถไฟแยกมักกะสัน ล่าสุดคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงได้นัดประชุมครั้งแรก เพื่อรวบรวมหลักฐาน โดยตั้งเป้าสรุปสำนวนคดีรายงานตรงต่อ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ภายใน 15 วัน ย้ำยังเปิดเผยรายละเอียดลึกไม่ได้ เหตุส่งผลต่อรูปคดี ด้านตำรวจชี้แจงชัดไม่มีการประสานขอระบายรถก่อนเกิดเหตุสลด
ลำดับไทม์ไลน์ 4 กล้องวงจรปิด นาทีก่อนชน
เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.30 น. ที่กระทรวงคมนาคม นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว พร้อมด้วยตัวแทนจาก กรมการขนส่งทางราง, กรมการขนส่งทางบก และกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้ร่วมประชุม และเปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิด 4 ตัวที่บันทึกเหตุการณ์และไล่เลียงไทม์ไลน์สำคัญ ดังนี้:
- เวลา 15.33.22 น. : รถโดยสารประจำทางสาย 206 ขับเคลื่อนผ่านเครื่องกั้นทางรถไฟด้านแรก
- เวลา 15.33.27 น. : รถเมล์เกิดจอดติดขัด และหยุดค้างอยู่บนรางรถไฟ
- เวลา 15.33.31 น. : ระบบสัญญาณ และเครื่องกั้นเริ่มทำงาน เจ้าหน้าที่พยายามกดปุ่มเอาไม้กั้นลง แต่ติดรถที่กีดขวาง
- ช่วงนาทีวิกฤต : เจ้าหน้าที่ประจำจุดตัดใช้วิทยุสื่อสารแจ้งเตือน พร้อมวิ่งไปโบกธงแดง เพื่อส่งสัญญาณให้ขบวนรถไฟหยุดรถ แต่ระยะกระชั้นชิด รถไฟยังคงวิ่งเข้าสู่จุดตัด และพุ่งชนรถเมล์ที่ติดค้างอยู่บนราง
นายจิระพงศ์ ระบุว่า แม้กรอบการทำงานจะกำหนดไว้ 30 วัน แต่คาดว่าจะสรุปผลได้ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 (รวม 15 วัน) อย่างไรก็ตาม ในชั้นนี้ไม่สามารถระบุได้ว่า ฝ่ายใดเป็นผู้กระทำความผิด เนื่องจากเกี่ยวพันกับบุคคลหลายฝ่าย ทั้งคนขับรถไฟ, เจ้าหน้าที่ไม้กั้น, ระบบอาณัติสัญญาณ และช่างเครื่อง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสำนวนคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ตำรวจเผย รฟท. ไม่ได้ประสานเปิดทาง
ด้าน พ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 1 ได้ตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนกรณีการประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่ในการระบายรถที่ติดสะสมคร่อมราง โดยยืนยันว่า ณ เวลาเกิดเหตุ เจ้าพนักงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไม่ได้มีการประสานมายังป้อมตำรวจในบริเวณใกล้เคียง เพื่อขอให้ช่วยเปิดสัญญาณไฟเร่งระบายรถแต่อย่างใด
สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาจราจรบริเวณจุดตัดอโศก-กำแพงเพชร 7 ซึ่งมีปริมาณรถหนาแน่นกว่า 3,000 คันต่อชั่วโมงในชั่วโมงเร่งด่วน บช.น. ได้เริ่มทดลองปรับช่องจราจร เพื่อลดการตัดกระแสรถ และส่งตำรวจจราจรตรึงกำลังเข้มงวด เพื่อห้ามไม่ให้รถขับเข้าไปจอดแช่บนรางรถไฟเด็ดขาด
ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้เริ่มเข้าติดตั้งแผงกั้นยืดหด ตีเส้นทะแยงเหลือง “ห้ามหยุด” บริเวณหน้าทางรถไฟ และเตรียมนำระบบสัญญาณไฟจราจรอัตโนมัติมาเชื่อมโยงกับแยกอโศกเพชรบุรี (ซึ่งห่างออกไปเพียง 120 เมตร) เพื่อให้สัญญาณไฟทำงานสัมพันธ์กัน และลดการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ในอนาคต
วิธีเอาตัวรอดและข้อควรปฏิบัติเมื่อรถติดค้างบน “จุดตัดทางรถไฟ”
อุบัติเหตุบริเวณทางตัดรถไฟมักเกิดจากปัญหาจราจรติดขัดจนรถติดสะสมคร่อมราง เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่ นี่คือหลักปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤต:
- มองข้ามไปข้างหน้าก่อนข้ามราง: ก่อนจะขับรถข้ามทางรถไฟทุกครั้ง ต้องมั่นใจว่าฝั่งตรงข้ามมีพื้นที่ว่างพอให้รถของเราเคลื่อนผ่านไปได้ทั้งหมด ห้ามขับตามน้ำหากรถคันหน้ายังไม่พ้นทางรถไฟ
- หากไม้กั้นปิดลงมาขณะอยู่บนราง: เครื่องกั้นทางรถไฟส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้หักงอ หรือยืดหยุ่นได้ หากรถของคุณติดอยู่ระหว่างไม้กั้น ให้ขับชน หรือเบียดไม้กั้นออกไปทันทีเพื่อรักษาชีวิต และทรัพย์สิน
- กรณีรถเสียค้างอยู่บนราง: ให้ทุกคนลงจากรถโดยด่วน และวิ่งหนีให้ออกจากแนวรางรถไฟ โดยวิ่งเฉียงไปในทิศทางที่รถไฟกำลังวิ่งมา เพื่อหลบเศษซากจากการชนที่อาจกระเด็นไปข้างหน้า จากนั้นรีบโทรแจ้งสายด่วน รฟท. โทร. 1690 หรือตำรวจ 191 ทันที
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ : รฟท. ลุย ตรวจสารเสพติดเชิงรุก จนพบ 2 ราย สั่งพักงานทันที



