“ปกรณ์” แจงยุบธนาคารที่ดินไม่กระทบชาวบ้าน เร่งยกระดับ โฉนดชุมชนเข้า คทช. จบใน 1 เดือน รับรองว่าไม่กระทบต่อรายใหม่
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย แถลงถึงการแก้ไขปัญหาที่ดิน (โฉนดที่ดินชุมชน) ของรัฐบาลว่า ต้องขอบคุณขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ที่ได้ประชุมร่วมกันกับภาครัฐ โดยมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เรื่องหนึ่งที่มีข้อกังวลคือ เรื่องการดำเนินการเกี่ยวกับโฉนดชุมชน
“ขอเน้นย้ำว่า เป็นนโยบายของรัฐบาลที่พยายามปฏิรูประบบการทำมาหากินของประชาชนให้มีสิทธิ์เป็นไปตามกฎหมายมากที่สุด มีการยกระดับโฉนดชุมชนตามให้เป็นโฉนดชุมชนที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ให้ไปดำเนินการตามมาตรา 10 (4) ให้เป็นรูปแบบการจัดที่ดินทำกินให้กับประชาชนในรูปแบบหนึ่ง และจะได้รับการรับรองตามกฎหมาย ซึ่งจะมีความมั่นคงแห่งสิทธิ์มากกว่า”
นายปกรณ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ยังมีการบริหารจัดการของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ซึ่งดูแลในเรื่องนี้อยู่ ซึ่งการยุบหรือการเสนอให้มีการยุติการดำเนินการของธนาคารที่ดินนั้น จริงๆ แล้วเป็นไปตามกฎหมาย คือพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การมหาชนฉบับนี้ ที่มีการขยายระยะเวลาการดำเนินการแล้ว 9 ปี เนื่องจากว่า ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนด และครบระยะเวลาที่จะต้องยุบภายในเดือน ก.ย. การยุบไม่ได้หายไปทั้งองค์กร แต่เมื่อพ้นเดือน ก.ย.ไปแล้วการดำเนินการของธนาคารที่ดินจะคงอยู่ต่อไป เพื่อประโยชน์ในการชำระบัญชี ส่วนการถ่ายโอนภารกิจต่างๆ
ขณะนี้สำนักงาน คทช.กำลังพิจารณาดำเนินการ ตรงกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ว่าจะมีการถ่ายโอนภารกิจและพนักงานเจ้าหน้าที่ของธนาคารที่ดิน ส่วนหนึ่งที่ยังสมัครใจที่จะทำภารกิจนี้ต่อไปอยู่กับสำนักงาน คทช.
นายปกรณ์ กล่าวว่า วันนี้มีการประชุมคณะกรรมการ คทช. ซึ่งกำลังมีการประชุมกันอยู่ วาระที่มีการพิจารณากันคือ การนำโฉนดชุมชนให้เป็นรูปแบบการทำมาหากินแบ่งสรรจัดสรรรูปแบบทำกินตามมาตรา 10 (4) ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีความกังวลแล้วเร่งรัดให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน จากการประชุมครั้งก่อนโดยโฉนดชุมชนจะรับรองให้เป็นรูปแบบการบริหารจัดการที่ดินโดยประชาชนมีส่วนร่วมตามมาตรา 10 (4) ของ พ.ร.บ.คทช. ซึ่งเป็นการยกระดับ ส่วนจะเหมือนเดิมหรือไม่ คงจะมีลักษณะที่เหมือนเดิมคือ มีสิทธิ์อย่างไรก็ยังมีสิทธิ์อย่างนั้นไปก่อน ส่วนประเด็นปัญหาที่ดินที่ คทช.ได้มาแล้ว หรือไปสัญญาไว้แล้วจะทำอย่างไรต่อนั้น จะเป็นหน้าที่ของ คทช.ที่จะรับช่วงต่อไปในการดำเนินการ
รองนายกฯ กล่าวว่า ส่วนการดำเนินการที่ยังค้างอยู่นั้น มีไม่มาก เพราะได้ให้ธนาคารที่ดินชะลอเริ่มโครงการใหม่มา 2 รอบแล้วใน 4-5 ปีหลัง เนื่องจากผลการประเมินไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด จึงได้ให้มีการชะลอและงดการดำเนินการโครงการใหม่ แต่ในส่วนไหนที่ดำเนินการไปแล้วยังให้ดำเนินการต่อไป เพราะฉะนั้น รับรองว่าไม่กระทบต่อรายใหม่ ซึ่งคทช.จะต้องรับรองให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน



