แนวโน้มเศรษฐกิจโลก ปี 67–68 เสี่ยงเป็นขาลง

กดแชร์

ตามคาดการณ์ แนวโน้มเศรษฐกิจโลก 2567 – 2568 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (The International Monetary Fund หรือ IMF) ที่ประกาศล่าสุดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2567 ระบุว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้อยู่ 3.2% และปรับขึ้นอีกเล็กน้อยเป็น 3.3% ในปีหน้า 2568 เป็นคาดการณ์เมื่อเดือน เมษายน 2567

ตัวเลขคาดการณ์ที่ IMF ประกาศล่าสุดนี้ เป็นตัวเลขก่อนมีตัวแปรใหม่ 2 ปัจจัย คือ GDP ไตรมาส 2 / 2567 ของจีน ซึ่งต่ำกว่าที่รัฐบาลจีนตั้งเป้าไว้ค่อนข้างมาก คือ 4.7% จาก 5% และแนวโน้มที่ชัดเจนขึ้นว่า อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะได้รับเลือกเป็นสมัยที่ 2

เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน แนวโน้มก็เปลี่ยน

ถึงแม้ว่า IMF จะปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจของจีนในปี 2567 นี้เป็น 5% แต่นาย ปิแอร์-โอลิเวียร์ กูรินชาส (Pierre-Olivier Gourinchas) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF ยอมรับว่า ตัวเลขคาดการณ์ของ IMF นี้ มีความเสี่ยง ที่จะต้องปรับเป็นขาลง ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับ Goldman Sachs และ JPMorgan

เหตุผลที่คาดการณ์ IMF อาจต้องปรับเป็นขาลง

ปัจจัยแรกมาจากภาวะเงินฝืดของจีน เนื่องจากการล่มสลายของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ราคาบ้านลดลงอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของจีนจริงๆ อาจอยู่ใกล้เคียงกับ 4% ซึ่งยังไม่นับรวมนโยบายภาษีการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะเรียกเก็บจากสินค้าจีน ที่ 60% ควบคู่ไปกับอัตราภาษีสากล (universal tariff) 10 %

ประกอบกับปัญหาด้านอุปสงค์ของจีนที่อ่อนแอ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อยุโรป และตลาดกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่มีการค้าขายโดยตรงกับจีน

จากการสำรวจของผู้จัดการกองทุนธนาคาร Bank of America ในสาขาต่างๆ ทั่วโลก เดือนกรกฎาคม 2567 พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจมีความเห็นมากขึ้นว่า เศรษฐกิจโลกในอีก 12 เดือนข้างหน้าจะอ่อนแอลง โดยเฉพาะในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา ประเด็นปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ถูกพูดถึงแทนที่ ปัญหาเงินเฟ้อ

ปัจจัยที่ 2 มีแนวโน้มสูงที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะกลับมาพร้อมกับ นโยบายเพิ่มภาษีการค้า ซึ่งนั้นอาจจะเป็นการแบ่งแยกเศรษฐกิจโลก และหากรัฐบาลสมัยที่ 2 ของทรัมป์ไม่สามารถดำเนินนโยบายที่หาเสียงได้ จากการคัดค้านของสภาคองเกรส อาจส่งผลให้การเติบโตของสหรัฐฯ ติดลบในระยะสั้น

นอกจากนั้นยังมีความกังวลว่า การขึ้นภาษีจะมีผลกระทบต่อเงินเฟ้อในประเทศ นักเศรษฐศาสตร์ของ JPMorgan ประเมินว่าอัตราภาษี 60% ของสินค้านำเข้าจากจีน จะเพิ่มราคาสินค้าของสหรัฐฯ 1.1% ส่วนอัตราภาษีสากล (universal tariff) 10% จะเพิ่มราคาสินค้า 1.5% สิ่งนี้อาจนำไปสู่การแข็งค่าของดอลลาร์ 5% ซึ่งก็จะมีผล
กระทบต่อการเติบโตของตลาดกำลังพัฒนาทั่วโลกเช่นกัน

ความเชื่อมโยงกันของเศรษฐกิจโลก

สถานการณ์ เมื่อปี 2562 ที่สหรัฐฯ เปิดสงครามการค้ากับจีน ได้ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของโลก ทำให้การเติบโตต่ำกว่า 3% ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี แม้ว่าในขณะนั้น จีนจะมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าขณะนี้มาก

ถึงแม้ว่า IMF ทำนายการเติบโตของเศรษฐกิจโลกว่า จะปรับขึ้นในปีหน้า 2568 แต่นักลงทุนทั่วโลกยังคงมีความไม่สบายใจ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF ปิแอร์-โอลิเวียร์ กูรินชาส (Pierre-Olivier Gourinchas) ก็รู้ถึงความเสี่ยงของการควบคุมการค้า การกีดกันทางการค้า

กูรินชาส สรุปว่า
“การกีดกันทางการค้า เป็น การบิดเบือนตลาด และการจัดสรรทรัพยากร กระตุ้นให้เกิดการตอบโต้กัน ทำให้การเติบโตของโลกอ่อนแอลง ลดมาตรฐาน
การครองชีพ และทำให้การประสานนโยบายระหว่างประเทศเป็นไปได้ยาก”

สรุป แนวโน้มเศรษฐกิจโลก 2567 – 2568 ของ IMF

  • คาดการณ์ IMF ปรับขึ้นเศรษฐกิจโลกปี 2567 – 2568 ประเมิณก่อนเกิดปัจจัยใหม่
  • ปัจจัยใหม่แรก คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนต่ำกว่าที่คาด
  • ปัจจัยที่ 2 โดนัลด์ ทรัมป์ มีแนวโน้มจะชนะการเลือกตั้ง และใช้นโยบายกีดกันทางการค้า
  • ปัจจัยใหม่เหล่านี้ เป็นความเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

ที่มา รอยเตอร์


กดแชร์
ข่าวล่าสุด
- Advertisement -spot_img
Latest Articles