เจาะลึกทิศทางโลจิสติกส์ยุคใหม่ เมื่อ CAAT เดินหน้าหนุนเทคโนโลยี โดรนส่งของในไทย เพื่อยกระดับความเร็ว และการขนส่งที่ไร้ขีดจำกัด
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) หรือ กพท. ร่วมหารือกับผู้บริหารจาก Grab เพื่อวางรากฐานการพัฒนาบริการ โดรนส่งของในไทย โดยยึดนโยบาย “Regulate First” หรือการกำกับดูแลควบคู่กับการพัฒนา เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการนำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับมาใช้ในภาคขนส่ง จะเป็นไปอย่างปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานการบินระดับโลก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของวงการโลจิสติกส์ไทยในอนาคตอันใกล้นี้
กพท. ย้ำมาตรฐานความปลอดภัยคือหัวใจหลัก
พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับทีมผู้บริหาร Grab ถึงความเป็นไปได้ในการนำโดรนมาใช้จัดส่งสินค้า โดยเน้นย้ำเรื่องการบริหารจัดการห้วงอากาศ (Airspace Management) และกระบวนการขออนุญาตที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้กระทบต่อความปลอดภัยทางการบินในภาพรวม

ถอดบทเรียนจากต่างประเทศสู่สมรภูมิไทย
ทางด้าน Grab ได้นำเสนอประสบการณ์จากการทดลองใช้ Drone Delivery ในประเทศสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ ซึ่งพบว่าช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งได้มหาศาล โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่นหรือเข้าถึงยาก ซึ่งหาก โดรนส่งของ สามารถเกิดขึ้นได้จริง จะช่วยเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคชาวไทยอย่างแน่นอน
ข้อดีและความท้าทายของโดรนส่งของ
การก้าวสู่ยุคโดรนขนส่งไม่ได้มีเพียงแค่ความสะดวกสบาย แต่ยังมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
- ความเร็วเหนือการจราจร: โดรนสามารถบินตรงไปยังจุดหมายได้โดยไม่ต้องติดไฟแดงหรือปัญหารถติด
- เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: การใช้โดรนไฟฟ้าช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการใช้รถจักรยานยนต์หรือรถยนต์
- ข้อจำกัดด้านสภาพอากาศ: ในประเทศไทยที่มีฝนตกหนักและลมกรรโชกแรงในบางฤดูกาล ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ให้บริการต้องวางแผนระบบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
กฎหมายและข้อบังคับก่อน “โดรนส่งของในไทย” จะบินได้จริง
- การขึ้นทะเบียนผู้บังคับ: ไม่ใช่ใครก็บินได้ ผู้ควบคุมโดรนขนส่งต้องได้รับอนุญาตและผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทาง
- มาตรฐานตัวอากาศยาน: โดรนที่ใช้ส่งของต้องผ่านการตรวจสอบสมรรถนะ มีระบบความปลอดภัยสำรอง (Fail-safe) หากเกิดเหตุขัดข้อง
- แผนผังเส้นทางบิน (Flight Path): ต้องมีการกำหนด “ทางด่วนอากาศ” เพื่อไม่ให้บินทับซ้อนกับเขตหวงห้าม หรือรบกวนความเป็นส่วนตัวของประชาชน
- การประกันภัย: ต้องมีประกันภัยบุคคลที่สาม เพื่อคุ้มครองความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติการ
- การขออนุญาตแบบพิเศษ (BVLOS): การบินโดรนส่งของส่วนใหญ่เป็นการบินลับสายตา (Beyond Visual Line of Sight) ซึ่งต้องมีระบบควบคุมทางไกลที่แม่นยำและได้รับอนุมัติเป็นรายกรณี
เปรียบเทียบ Drone Delivery vs. Messenger แบบเดิม
แม้เทคโนโลยีจะดูทันสมัย แต่ความคุ้มค่าคือสิ่งที่จะตัดสินความยั่งยืน
- ต้นทุนระยะยาว: แม้ค่าเครื่องโดรนจะสูง แต่ต้นทุนต่อเที่ยว (Cost per Delivery) ในการส่งระยะสั้นอาจถูกกว่าการใช้แรงงานคนและน้ำมัน
- ความเสถียร: โดรนไม่บ่น ไม่เหนื่อย และไม่ติดไฟแดง แต่ยังแพ้ในเรื่องของการบรรทุกน้ำหนักที่จำกัด (มักไม่เกิน 2-5 กก. ในรุ่นทั่วไป)
- การบริการลูกค้า: สำหรับสินค้าที่ต้องการความใส่ใจเป็นพิเศษ เช่น การส่งดอกไม้หรือของขวัญ การมีเจ้าหน้าที่ไปส่งถึงมือยังคงมีเสน่ห์ที่โดรนทำแทนไม่ได้ในตอนนี้
ข่าวอื่นที่น่าสนใจ : เช็กหมวด ทะเบียนแท็กซี่หมดอายุ 2569 ขนส่งทางบก สั่งแบนรถเก่า



